Loading...

ภัยร้ายฝุ่นกลางเมือง

เสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคม ครั้งที่ 1 ภัยร้าย “ฝุ่น” กลางเมือง

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561

 

          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคม ครั้งที่ 1 ภัยร้าย “ฝุ่น” กลางเมือง เพื่อนำความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เผยแพร่ให้แก่สังคม แนะนำประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทุกเพศทุกวัย เรียนรู้วิธีการป้องกันเบื้องต้น พร้อมแนวทางการรับมือปัญหาภัยฝุ่น โดยมีนักวิชาการพร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้ความรู้ นำโดย ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พูดเรื่อง “การจัดการเรื่องมลภาวะ มลพิษทางอากาศ และเรื่องฝุ่นในประเทศไทย) รองศาสตราจารย์ ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่น และผลกระทบ คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดเรื่อง “มาตราการวิธีการลดฝุ่นละอองและผลกระทบต่อสุขภาพ” และศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดเรื่อง “4 ข้อควรปฏิบัติและแนวทางการรับมือปัญหาภัยฝุ่น” ณ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 7 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

 

          ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินมาตรฐานค่าเฉลี่ยรายวัน ที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพฯ ตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี โดยจะก่อให้เกิดผลกระทบระยะสั้นต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ และเมื่อเทียบจากข้อมูลสถิติปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 รายวัน ในอากาศบริเวณกรุงเทพฯ ในหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมาจนถึงปี 2561 นี้ อยู่ในระดับที่ไม่ได้สูงไปกว่าในปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา โดยจากสถิติข้อมูลย้อนหลังไป 7 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ พบว่าค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา โดยในปี 2560 ค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 26 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ของปี 2556 ที่สูงถึง 35 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นผลจากการนำน้ำมันและรถยนต์มาตรฐาน Euro 4 มาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ส่งผลให้มีการลดการระบายมลพิษ รวมทั้ง PM2.5 จากรถยนต์ทั้งรถเก่าและรถใหม่ ขณะนี้ กรมควบคุมมลพิษ กำลังพิจารณาที่จะเสนอให้นำมาตรฐานน้ำมันและรถยนต์ ระดับ Euro 5 มาใช้ในประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยรวมในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยลดลงได้ในอนาคต  โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกับภาคผู้ผลิตน้ำมันและรถยนต์แล้วถึงกำหนดระยะเวลาที่จะนำมาใช้

          ดร. สุพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะคงอยู่ไปจนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมฝุ่นละอองที่กำลังดำเนินการและสภาพภูมิอากาศด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนทุกคนต่างมีส่วนในการทำให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 จากกิจกรรมประจำวันต่าง ๆ อาทิ การใช้ยานพาหนะ การเผา โดยเฉพาะการเผาในที่โล่ง การก่อสร้าง และการประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้น หากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ภาคประชาชนต้องช่วยกันลดการก่อให้เกิดฝุ่นละออง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้อต่อการแพร่กระจายของสารมลพิษอากาศ แต่ความรุนแรงจะลดลง  หากเพิกเฉยกับประเด็นดังกล่าว และทางภาครัฐไม่มีการกำหนดมาตรการ ข้อกำหนดต่างๆ  ที่เข้มข้นในช่วงวิกฤติ สถานการณ์ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในปีต่อๆ ไปก็อาจจะยังคงรุนแรงต่อเนื่องต่อไป

          จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของข้อเสนอมาตรการเฉพาะกิจระยะเวลา 90 วัน สำหรับช่วงกุมภาพันธ์ เมษายนของทุกปี เพิ่มเติมจากในช่วงปกติ โดยเสนอให้มีการ ลดจำนวนแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศ”  ตัวอย่างเช่น 1) ขยายเขตพื้นที่การจำกัดเวลารถบรรทุกเข้าในเขตกรุงเทพมหานคร เพิ่มจากเขตรอยต่อกับจังหวัดปริมณฑลออกไปถึงวงแหวนรอบนอก 2) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จำกัดเวลารถบรรทุกขนาดเล็กตาม พรบ.การขนส่งทางบก หรือป้ายทะเบียนสีเขียว เข้าในเขตกรุงเทพฯ ในชั่วโมงเร่งด่วน 3) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จำกัดรถส่วนบุคคลเข้าในเขตกรุงเทพมหานคร ทะเบียนรถเลขคู่ในวันคู่และทะเบียนรถเลขคี่ในวันคี่ ในลำดับถัดไป และ 4) ออกประกาศจังหวัด ห้ามเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด 90 วัน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดร.สุพัฒน์ กล่าวต่อ

          พร้อมกันนี้ต้องทำการ ลดปริมาณการระบายมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิด ควบคู่ไปด้วย ตัวอย่างเช่น 1) จัดการจราจรให้คล่องตัว ซึ่งจะทำให้การระบายมลพิษอากาศจากการคมนาคมขนส่งลดลง อาทิ ห้ามจอดรถริมถนนสายหลักทุกสายอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ 06:00 ถึง 21:00 น. และจัดระเบียบการจราจรและคมนาคมขนส่งให้เป็นไปตามกฎจราจรอย่างเขัมงวด 2) ควบคุมการก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ ให้ดำเนินมาตรการควบคุมการเกิดและการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง ตามข้อกำหนดของ กทม. และให้จังหวัดปริมณฑลดำเนินการในลักษณะเดียวกัน 3) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ให้การก่อสร้างโครงการของรัฐปรับแผนการก่อสร้างเพื่อลดกิจกรรมหรือชะลอการก่อสร้างในส่วนที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง และ 4) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ให้มีการเผาศพเฉพาะที่ใช้เตาเผาศพไร้ควันเท่านั้น ทั้งนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการได้อีกมาก ดังที่มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอไว้ ดร.สุพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

 

          รศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่น และผลกระทบ คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ได้มีการกำหนดว่าฝุ่นละเอียดในบรรยากาศ เป็นฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับหรือเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ปัจจุบัน องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency, US.EPA.) ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับ PM2.5 คือค่าเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 15 มคก./ลบ.ม และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ 35 มคก./ลบ.ม  และองค์การอนามัยโลก  ได้กำหนดค่าเฉลี่ยรายปี เท่ากับ 10 มคก./ลบ.ม  และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ  25 มคก./ลบ.ม    ส่วนประเทศไทยกรมควบคุมมลพิษ ได้กำหนดค่ามาตรฐานสำหรับ PM2.5 คือค่าเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 25 มคก./ลบ.ม และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ 50 มคก./ลบ.ม ซึ่งสุงกว่าค่ามารฐานของ US.EPA. และองค์การอนามัยโลก เนื่องจาก จากผลการศึกษาวิจัย พบว่าค่าประมาณของระดับความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ สูงกว่าค่าที่พบในประเทศทางตะวันตก ทำให้คาดว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานรายปีของ PM2.5 ในระดับสูงหรือ 25 มคก./ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในกรุงเทพฯหรือเขตอื่นๆ ที่มีค่ามลภาวะทางอากาศค่อนข้างสูง 

          ด้าน ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศเกินมาตรฐาน กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงก่อสถานการณ์ดังกล่าว และต้องดูแลรักษาสุขภาพเป็นพิเศษ ซึ่งปริมาณของกลุ่มผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในเขตกรุงเทพฯ มีสูงถึงกว่า 2.3 แสนคน และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการมีอาการ ควรปฏิบัติตาม 4 คำแนะนำ ได้แก่ 1) หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งในบริเวณทีมีฝุ่นมาก โดยเฉพาะบริเวณที่คับคั่งไปด้วยยานพาหนะและไม่มีการระบายอากาศที่ดี 2) สวมผ้าปิดจมูกหรือหน้ากากอนามัย ชนิด N95 ขณะออกจากบ้าน 3) เมื่อเกิดอาการควรใช้ยาพ่นป้องกันหอบ ยาพ่นจมูกหรือรับประทานยาแก้แพ้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรลดยาเอง ส่วนคนไข้ที่เป็นหอบหืดควรพกยาพ่นฉุกเฉินที่เป็นยาขยายหลอดลมติดตัวไว้เสมอ 4) พกน้ำตาเทียมหยอดตา หรือน้ำเกลือ สำหรับแก้อาการระคายเคืองตา

          ทั้งนี้ นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้ง 3 ท่าน แนะนำประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทุกเพศทุกวัย ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเยื่อบุตาอักเสบและโรคผิวหนัง ที่อาจเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก  ดังนั้น การเฝ้าระวังฝุ่น PM2.5 โดยตัวเราเอง นอกจากจะหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้บริเวณริมถนนใหญ่ หรือบริเวณที่มีการก่อสร้างมาก หากจำเป็นต้องออกจากอาคารควรใส่หน้ากากอนามัย หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ รวมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกำกับดูแลกิจกรรมต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดฝุ่นละอองในพื้นที่ ทั้งการเผา การก่อสร้าง การใช้ยานพาหนะ เพื่อที่จะช่วยลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ งานเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคมในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งเน้นให้ความรู้แก่สังคมและประชาชนตามสถานการณ์บ้านเมืองในชีวิตประจำวัน เพื่อนำองค์ความรู้ที่มีมาเผยแพร่และพัฒนาให้แก่สังคมไทยในครั้งต่อๆ ไป