Loading...

“ควันธูป” ก่อฝุ่น PM10 ตัวการร้ายสร้าง “มะเร็งปอด”

พูดคุยกับ ผศ.ดร.อารุญ เกตุสาคร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงอันตรายจาก “ควันธูป” โดยการเผาไหม้ของธูปพบฝุ่น PM10 ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

  

          สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาให้กังวลใจคนไทยอยู่ ณ ขณะนี้ นอกจากฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่เราทราบกันดีว่าเป็นอันตรายมากแค่ไหน โดยมันสามารถซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และกระแสเลือดได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย แต่ยังมี “ควันธูป” อีกเช่นกันที่เป็นภัยร้าย ซ้ำยังถูกพูดถึงอยู่น้อยครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่า ควันธูปก่อให้เกิดโรคมะเร็งเช่นกัน และการจากเผาไหม้ของธูป ยังทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือที่เรียกว่า PM10

          เรามาพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารุญ เกตุสาคร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจาก “ควันธูป” รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตนเมื่อต้องสัมผัสกับควันธูป

“ควันธูป” อีกหนึ่งตัวการสำคัญ ก่อ “โรคมะเร็ง”

          “ควันธูป” ประกอบไปด้วยสารก่อมะเร็งมากถึง 3 ชนิด อันได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons; PAHs เป็นสารที่มีศักยภาพในการก่อมะเร็ง นอกจากสารดังกล่าวแล้ว ยังพบอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (10 micron-Particulate matter; PM10) ที่เกิดจากการเผาไหม้ของธูป ซึ่งฝุ่นขนาดเล็กนี้ มนุษย์สามารถหายใจเข้าไปถึงระบบทางเดินหายใจได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพ

ขึ้นชื่อว่า “ควัน” อันตรายไม่แพ้กัน

          นอกจาก “ควันธูป” ที่ประกอบไปด้วยสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons;  PAHs ยังมีควันบุหรี่ และควันท่อไอเสียรถยนต์ ที่อันตรายไม่แพ้กัน โดยใน “ควันบุหรี่” มีสารพิษในกลุ่มอัลดีไฮด์และสารอินทรีย์ขนาดเล็กที่ได้จากการเผาไหม้ เช่น อะโครลีน ฟอร์มาลดีไฮด์ และยูรีเทน เป็นตัวการหลักในการก่อมะเร็ง และโรคทางเดินหายใจ สารพิษในกลุ่มโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว และแคดเมียม ก่อมะเร็งเช่นเดียวกัน สารพิษในกลุ่มไนโตรซามีน เช่น N-nitrosodimethylamine (NDMA) และ Nitrosopyrrolidine เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อและกระตุ้นการเกิดมะเร็งบางชนิด สารพิษกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons;  PAHs เช่น เบนซีน และ Chrysene เป็นสารก่อมะเร็ง และสารพิษในกลุ่มอื่น ๆ เช่น ดีดีที ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และไซยาไนท์ ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ แตกต่างกัน

          นอกจากนี้ “ควันท่อไอเสียรถยนต์” ก็มีสารพิษด้วยเหมือนกัน เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ไนตริคออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ พวกอัลดิไฮด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และเขม่า ซึ่งเขม่าประกอบไปด้วยสารกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons;  PAHs เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสารที่พบคล้ายกันกับ “ควันธูป - ควันบุหรี่” ด้วย

เปอร์เซ็นต์การเกิดโรคร้ายจากควันธูป

          เปอร์เซ็นต์การเกิดโรคร้ายหรือโดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด คงระบุเป็นระยะเวลาค่อนข้างยากว่าต้องได้รับสัมผัสเป็นระยะเวลานานเท่าไร แต่จากการวิจัยโดยทั่วไปต้องมีการรับสัมผัสควันธูปในระยะเวลานานเป็น 10 ปีติดต่อกัน แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในการเกิดโรค เช่น พันธุกรรม ปัจจัยทางด้านการระบายอากาศในสถานที่จุดธูป ถ้าไม่มีการระบายอากาศหรือมีการระบายอากาศที่ไม่ดีก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสควันธูปเพิ่มมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการการเกิดโรคมะเร็งมากขึ้นตามไปด้วย

“ควันธูป” เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่?

         ในการจุดธูปนั้น จะทำให้เกิดควันและเกิดมลพิษในอากาศ เช่นเดียวกันกับที่พบใน “ควันท่อไอเสียรถยนต์” ซึ่งสารที่อยู่ในควันธูปเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมและสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ โดยสารมลพิษที่ปนเปื้อนในอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิง ได้แก่ สารโพลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons; PAHs) ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความคงตัวและมีความเป็นพิษสูง เกิดจากกิจกรรมทั่วไปในอาคาร เช่น การใช้เชื้อเพลิงในการปรุงอาหาร การจุดยากันยุง รวมไปถึง “การจุดธูป” เป็นต้น

“วัด” สถานที่ที่มีการจุดธูปเป็นประจำ เช่นนี้ “ผู้ที่ทำงานในวัด” จะมีสารก่อมะเร็งในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป จริงหรือไม่?

          มีการศึกษาวิจัยพบว่า คนทำงานในวัดมีสารก่อมะเร็งในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า แต่ทั้งนี้ เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) หมายความว่า ไม่ใช่ทุกสถานที่ที่มีการจุดธูปเป็นประจำจะมีสารก่อมะเร็งในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า ทั้งนี้ อาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่าเป็นไปได้เสมอ เพราะว่าการรับสัมผัสควันธูป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น อุณหภูมิ ความเร็วลม ความชื้นสัมพัทธ์ การระบายอากาศภายในอาคาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการรับสัมผัสควันธูปเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ถ้าภายในอาคารที่มีการจุดธูปและไม่มีการระบายอากาศที่ดี คนที่ทำงานในบริเวณนั้นตลอดเวลาย่อมมีความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสสารจากควันธูป ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป

เด็กนักเรียนในเมืองใหญ่ ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งด้วยเช่นกัน

          นอกจากผู้ที่ทำงานในวัดที่มีความเสี่ยงแล้ว ยังมีอาชีพอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงจากการรับสัมผัสสารก่อมะเร็ง เช่น ตำรวจจราจร เด็กนักเรียนในเมืองใหญ่ ๆ ที่ต้องเดินทางไปเรียนด้วยตนเอง เช่น กรุงเทพมหานคร และกลุ่มที่มีความเปราะบางทางสุขภาพ เช่น เด็ก คนชรา และผู้ที่จุดธูปเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้านโดยไม่มีอากาศถ่ายเท เป็นต้น

          ทั้งนี้ ผศ.ดร.อารุญ เกตุสาคร ได้แนะนำ 4 วิธีการดูแลตนเอง สำหรับผู้ที่ต้องอยู่ในบริเวณที่มีการจุดธูป ไว้ดังนี้

     1. รณรงค์ให้ลดการจุดธูปหรือจุดธูปบริเวณที่โล่ง บริเวณที่มีอากาศถ่ายเท เพื่อลดการรับสัมผัสสารจากควันธูป หรือใช้ธูปขนาดสั้นเพื่อให้เกิดควันระยะสั้น หรือใช้ธูปไฟฟ้า

     2. ถ้าหลีกเลี่ยงการจุดธูปไม่ได้ ให้จัดให้มีการระบายอากาศในทิศทางเดียว (One Directional Air Flow) และให้อยู่เหนือทิศทางลม เพื่อลดการรับสัมผัสสาร

     3. ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง หรือใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาด ๆ ปิดปากปิดจมูก

     4. ภายหลังการสัมผัสควันธูปควรล้างมือ ล้างหน้า ล้างตา ให้สะอาด

          โดย กลุ่มเสี่ยงต่ออันตรายจากควันธูป ได้แก่ เด็ก คนชรา และบุคคลที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพราะบุคคลเหล่านี้ มีกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายไม่เหมือนปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการผิดปกติได้มากกว่าในกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี