Loading...

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานรำลึก 42 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 พร้อมเสวนาวิชาการ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานครบรอบ 42 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ประจำปี 2561 เพื่อร่วมรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมเสวนา “เหตุการณ์ 6 ตุลา กับอาจารย์ป๋วย”

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2561

          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “ครบรอบ 42 ปี 6 ตุลาฯ 2519” ประจำปี 2561 เพื่อร่วมรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์การปราบจลาจลนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นชีวิตที่รวมตัวกันเพื่อประท้วงการกลับเข้ามาของจอมพลถนอม กิตติขจร โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ การวางพวงมาลาและดอกไม้เพื่อรำลึกถึงเหล่าวีรชน ณ สวนประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีญาติผู้เสียชีวิต นักวิชาการ ตัวแทนพรรคการเมือง และองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม รวมถึงการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “เหตุการณ์ 6 ตุลา กับอาจารย์ป๋วย” โดย หม่อมราชวงศ์สายสวัสดี สวัสดิวัตน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนายจอน อึ๊งภากรณ์

          รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในวาระ 42 ปีของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จากคำพูดที่ว่า “ถ้าเราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีทางที่เราจะสร้างอนาคตที่ดีได้” เราทุกคนต้องตระหนักในคุณค่าและเกิดจิตสำนึกในการดำรงไว้ซึ่งความมุ่งมั่นที่จะรักษาความถูกต้อง และความดีงามของสังคม เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวเพื่อเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรม ความถูกต้อง ความต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น เป็นบาดแผลของแผ่นดินที่สมควรได้รับการจดจารึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 6 ตุลาคม 2561 เป็น 42 ปี ที่กำลังจะผ่านไปกับความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

          เราเห็นการเดินทางของการเมืองไทย เห็นเส้นชีวิตของการเคลื่อนไหวของนักศึกษา และเราทุกคนก็มุ่งมั่นด้วยความหวังและศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครบรอบ 42 ปี 6 ตุลาฯ 2519 จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนร่วมสมัย และอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ และตระหนักถึงความสำคัญที่จะไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต รองศาสตราจารย์เกศินี กล่าวเพิ่มเติม

          ด้าน นายกิตติณัฐ เล้า รักษาการประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในงาน 42 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ว่า 6 ตุลาคม ณ ที่แห่งนี้ เมื่อ 42 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีความสูญเสียมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทย ผู้คนเข่นฆ่ากันเพราะความคิดเห็นต่าง และตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ได้มีการเรียนรู้จากบทเรียนนี้เลย ยังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นเพียงเพราะความคิดเห็นต่างขึ้น ในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมา และหากเปรียบ 6 ตุลา เสมือนชีวิตคน คงเป็นคนอายุ 42 ปีวัยกลางคน ที่กำลังจะถูกสังคมลืมเลือนไปจากตำราเรียน ไปจากความรับรู้ของคนรุ่นใหม่ ผมไม่ได้ต้องการเพียงแค่พูดว่า 6 ตุลาจะไม่สูญเปล่า แล้วจางหายไป แต่อยากให้วันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่เราจะได้เรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงอายุ 42 ปี

          และ นายกิตติพงศ์ สุคนธปฏิภาค เลขาธิการองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวไว้อาลัยวีรชนว่า 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของผู้มีอำนาจที่ใช้ความรุนแรงเข้าเป็นที่ตั้ง จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ทุกคนรู้จัก รู้ซึ้งถึงบทบาทสำคัญของนักศึกษาที่ร่วมกันกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองจากทรราชย์ด้วยมือเปล่า แต่เหตุไฉน 6 ตุลาคม 2519 จึงเกิดเหตุการณ์วิปโยคเหล่านี้ขึ้นอีก กลายเป็นจุดแตกหักอันร้ายแรงอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองอันแหลมคมที่ดำเนินมาก่อนหน้านั้น ระหว่างพัฒนาการของพลังแห่งขบวนการนักศึกษาประชาชนฝ่ายก้าวหน้า ที่ก้าวข้ามขั้นตอนเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย มุ่งสู่ความเป็นธรรมในสังคมเพื่อราษฎรทุกชนชั้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ กับการต่อต้านทุกรูปแบบของพลังแห่งขบวนการอนุรักษ์นิยมขวาจัด ขุมพลังคลั่งชาติ ซากเดนความคิดศักดินา เผด็จการนิยม ที่มีผลประโยชน์อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมหาศาลอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งยังโหมกระพือบิดเบือนสร้างความเกลียดชังนักศึกษาต่อประชาชน นำไปสู่การฆ่ากันเอง แต่สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์กลับไม่ใช่นักศึกษาและประชาชนเลยแม้แต่น้อย

          ณ วันนี้ สำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบัน ควรได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพื่อเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้ศึกษา ให้ได้ตระหนักรู้ถึงจากวันนั้นถึงวันนี้ความขัดแย้งก็ยังอยู่ในสังคมไทย ถึงแม้ว่าจะผ่านไป 42 ปีแล้ว แต่การใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา ก็ไม่สามารถจะได้รับชัยชนะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม แถมยังสูญเสียชีวิต ครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีที่แท้จริง จึงถือเป็นทางออกที่งดงาม และไร้ซึ่งความสูญเสียใด ๆ

          ปัจจุบันถึงแม้จะไม่ได้มีการสะท้อนภาพมุมมองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง แต่ผมเชื่อว่าการเหตุการณ์นี้ ถือเป็นบทเรียนที่รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจต้องจำไว้ให้แม่นมั่นว่า การขจัด หรือลดความแตกร้าวที่เกิดขึ้นในหมู่คณะที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน การใช้ความรุนแรง ถือเป็นความผิดพลาดถึงอาจจะนำไปสู่ความเป็นรัฐที่ล้มเหลว เพราะเงื่อนไขในการนำไปสู่ประชาธิปไตย คือ การไม่ทำลายการต่อสู้ด้วยความหวังและความฝันของปวงประชา สังคมควรที่จะจดจำบาดแผลของตนเองไว้ แล้วนำมาปรับปรุง มิใช่ลืม... ดังนั้น 6 ตุลา คือบาดแผลของสังคมไทย หากเราลืมความรุนแรงและเหี้ยมโหดครั้งนั้นลงไป เหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่หมดไปในชาติที่เราวาดฝันไว้อย่างแน่นอน นายกิตติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

          นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายมีการฉายสารคดีสั้นเรื่อง “The Two Brothers” และนำเสนอรายงานการสืบค้น “เรื่องที่สูญหาย... จากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” โดย รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นางสาวภัทรภร ภู่ทอง และคณะ การมอบรางวัลการประกวดบทกวีเพื่อประชาชน และการอ่านบทกวี ปัจฉิมกถา “คนเดือนตุลาหลังเดือนตุลา” ดนตรี “รำลึกและคารวะวีรชน” หลังจากนั้นผู้ร่วมงานได้ร่วมกันวางดอกไม้เพื่อรำลึกวีรชน 6 ตุลาฯ ร่วมกัน ณ ลานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม