Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รีด VAT ‘ทองคำ’ สกัดบาทแข็ง ไม่เวิร์ก นักวิชาการ แนะใช้ ‘ดอลลาร์’ ซื้อขายแทน ชี้ลงทุนระยะสั้นเสี่ยงขาดทุน

รีด VAT ‘ทองคำ’ สกัดบาทแข็ง ไม่เวิร์ก นักวิชาการ แนะใช้ ‘ดอลลาร์’ ซื้อขายแทน ชี้ลงทุนระยะสั้นเสี่ยงขาดทุน

Social Asks TU ACTS 22 ก.ย. 2568
Home » รีด VAT ‘ทองคำ’ สกัดบาทแข็ง ไม่เวิร์ก นักวิชาการ แนะใช้ ‘ดอลลาร์’ ซื้อขายแทน ชี้ลงทุนระยะสั้นเสี่ยงขาดทุน

นักวิชาการ มธ. เผยแนวคิดเก็บภาษีซื้อขายทองคำลดแรงหนุนเงินบาทแข็งค่า “แก้ไม่ตรงจุด” เสนอใช้มาตรการชั่วคราว ปรับระบบเป็นชำระด้วยดอลลาร์

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยแนวคิดเก็บภาษีซื้อขายทองคำลดแรงหนุนเงินบาทแข็งค่า “แก้ไม่ตรงจุด” เสนอใช้มาตรการชั่วคราว ปรับระบบเป็นชำระด้วยดอลลาร์ ระบุ ลงทุนทองคำระยะสั้นอาจขาดทุนจากค่าเงินบาทผันผวน แต่ในระยะยาวยังคุ้มค่า แนะ นักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง Forward-Options ล็อกค่าเงินบาท/ดอลลาร์ล่วงหน้า ช่วยลดขาดทุนได้บางส่วน

     รศ. ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีแนวคิดจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำในประเทศ เพื่อสกัดแรงหนุนค่าเงินบาทแข็งค่ามากสุดรอบ 4 ปี ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ภาครัฐควรดำเนินการเพื่อลดแรงหนุนค่าเงินบาทแข็งตัวจากการซื้อขายทองคำ คือการใช้มาตรการชั่วคราวด้วยการปรับระบบการชำระจากสกุลเงินบาทเป็นสกุลเงินดอลลาร์แทน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศอินเดียและอินโดนีเซียเคยใช้ ในการบรรเทาแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน แต่เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐควรทยอยยกเลิกมาตรการนี้ เพื่อรักษาบทบาทของเงินบาทในฐานะเงินระดับภูมิภาค และไม่ทำให้ระบบการเงินไทยถูกผูกติดกับดอลลาร์มากเกินไป

     “การเก็บภาษีธุรกรรมทองคำที่ชำระด้วยเงินบาท แม้จะช่วยลดแรงซื้อเงินบาทได้บางส่วน แต่ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนไปใช้การชำระด้วยดอลลาร์แทนได้ทันที จึงเปรียบเสมือนการแก้สมการผิดตัวแปร ทำให้ได้รับผลลัพธ์ไม่ตรงจุดและอาจสร้างผลข้างเคียงเพิ่มความผันผวน กลายเป็นการสร้างภาระต่อตลาดและผู้ลงทุนทองคำในประเทศได้” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

     รศ. ดร.วิชัย กล่าวว่า การที่ราคาทองปรับตัวขึ้นพร้อมกับเงินบาทแข็งค่า เกิดขึ้นเพราะมีตัวแปรร่วมอื่นๆ ที่สำคัญ อาทิ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยงานศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่าเงินบาทมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยกึ่งแท้ (quasi-safe haven) ในบางช่วงของความผันผวนระดับโลก ดังนั้นค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี ซึ่งอยู่ราคาอยู่บริเวณ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ ในสภานการณ์ที่เศรษฐกิจจริงยังชะลอตัวนั้น สะท้อนว่าค่าเงินกับเศรษฐกิจจริงไม่ได้เดินไปด้วยกันเสมอ

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งเกินความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ มีสาเหตุอยู่ 3 ประการ คือ อุปสงค์จริงจากการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อุปสงค์จากการเก็งกำไร ซึ่งเป็นเงินทุนของนักลงทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศเพื่อทำกำไรระยะสั้น และสุดท้าย คือ ผลกระทบจากสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะนักลงทุนมองเงินบาทเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงในอาเซียน

     ทั้งนี้ งานวิจัยของธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ชี้ว่า เงินบาทเริ่มทำหน้าที่เป็นเงินระดับภูมิภาค อาทิ กว่า 70% ของเงินฝากในลาวเป็นสกุลต่างประเทศ และเงินบาทมีสัดส่วนสำคัญ อีกทั้งยังใช้แพร่หลายในการค้าชายแดนกับกัมพูชาและเมียนมา โดยมีการประเมินว่ามีเงินบาทหมุนเวียนนอกประเทศประมาณ 8 หมื่นล้านบาท – 1 แสนล้านบาทอย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการ ไม่ใช่ข้อมูลทางการ จึงควรใช้เพื่อชี้ทิศทาง ไม่ใช่ค่าที่แน่นอน

     สำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนในทองคำ รศ. ดร.วิชัย กล่าวว่า หากลงทุนทองคำระยะสั้น ผลตอบแทนจากราคาทองที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจถูกความผันผวนของค่าเงินบาทลบกำไรออกหมดได้ภายในวันเดียว ทำให้การลงทุนทองคำอาจไม่คุ้มค่าในระยะสั้น

     ทั้งนี้ เพราะข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ความผันผวนเฉลี่ยรายวันของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ (USD/THB) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เคลื่อนไหวได้ทั้งทางบวกและลบในกรอบประมาณ 0.5%–0.8% ต่อวัน หากนำไปวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองความผันผวน (GARCH model) จะได้ค่าความเสี่ยงสูงสุดที่คาดการณ์ได้ (Value-at-Risk: VaR) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ราว 0.6–0.7% ต่อวัน ซึ่งเพียงพอที่จะลบกำไรจากทองคำในบางวันได้ทั้งหมด

     อย่างไรก็ตาม ในมุมมองการลงทุนระยะยาว ทองคำยังถือเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่ช่วยรักษามูลค่าพอร์ตเมื่อตลาดโลกผันผวนหรือเงินเฟ้อสูง ดังนั้น หากถือทองเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนระยะยาว และจัดการความเสี่ยงค่าเงินอย่างเหมาะสมการลงทุนก็ยังคุ้มค่าในเชิงกลยุทธ์

     “คำแนะนำสำหรับนักลงทุนทองคำก็คือ ให้ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) การประกันค่าเงิน (Options) ทำหน้าที่เหมือนประกันความเสี่ยง เช่น นักลงทุนทองสามารถทำสัญญา Forward เพื่อล็อกค่าเงินบาท/ดอลลาร์ล่วงหน้า หากเงินบาทแข็งขึ้นจริง กำไรจากสัญญาจะช่วยชดเชยขาดทุนจากทองคำได้บางส่วน” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

     นอกจากนี้ คือการทยอยลงทุน หรือ DCA เป็นงวด เช่น ทุกเดือนแทนที่จะซื้อครั้งเดียวก้อนใหญ่และควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น หุ้นกู้และพันธบัตร เมื่อสินทรัพย์หนึ่งขาดทุน อาจมีอีกสินทรัพย์ที่ยังสร้างผลตอบแทนได้ รวมไปถึงการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop loss) การกำหนดว่าถ้าราคาลงถึงระดับใดจะขายออกทันที เช่น ขาดทุนไม่เกิน 5% เพื่อหยุดความเสียหาย เปรียบเสมือนการตั้งรั้วไม่ให้ความเสี่ยงลุกลามจนเกินควบคุม


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content