Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มุมมอง ‘อ.ชุมเขต แสวงเจริญ’ ต่อ ‘Universal Design’ ที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง!

มุมมอง ‘อ.ชุมเขต แสวงเจริญ’ ต่อ ‘Universal Design’ ที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง!

Featured Stories 8 เม.ย. 2569
Home » มุมมอง ‘อ.ชุมเขต แสวงเจริญ’ ต่อ ‘Universal Design’ ที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง!

พูดคุยกับ รศ. ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน เกี่ยวกับแนวคิดด้าน Universal Design ในประเทศไทยและภายในรั้วธรรมศาสตร์

     กว่า 20 ปี ในการทำงานด้านผู้สูงอายุและคนพิการของ รศ. ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นจากคำถามเล็ก ๆ ใกล้ตัวเกี่ยวกับ “การพลัดตกหกล้ม” ที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวันของผู้สูงวัย ก่อนจะนำไปสู่การศึกษาแนวคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ซึ่งมองว่าสภาพแวดล้อมที่ดีสามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง

     จากระยะเวลาในการทำงานที่ยาวนาน ผ่านผลงานการออกแบบรับใช้ท้องถิ่นสังคมจำนวนมาก ส่งผลให้ รศ. ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ ยังสามารถคว้ารางวัลสะท้อนคุณภาพและการได้รับการยอมรับมากมายในด้าน Universal Design อาทิ รางวัล The Winner of Universal Design Expert Award เรื่อง RANGSIT MODEL: The successful of universal design by participatory process. Universal Design Competition 2022, Institut für Universal Design (IUD) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, รางวัล Silver Awards จากผลงาน บ้านแสนอยู่ดี: Dream house for all ในงาน The 48th International Exhibition of Inventions Geneva สมาพันธรัฐสวิส

     และรางวัล CDAST Awards 2025 ประเภทนักวิชาการและวิชาชีพ รุ่นกลางเเละอาวุโส ระดับดีเยี่ยม (ระดับสูงสุด) ด้านการบริการงานวิชาชีพที่ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงสาธารณะแก่สังคม จากสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (CDAST)

จุดเริ่มต้นจากคำถามเล็ก ๆ สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

     กว่า 20 ปี ที่ผมทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุและคนพิการ จุดเริ่มต้นมาจากความสนใจเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่อยู่ใกล้ตัวเรา อย่างเรื่องพลัดตกหกล้ม จึงได้ศึกษาแนวทางเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม จนไปพบเรื่อง Universal Design และได้มีโอกาสขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานองค์กรด้านผู้สูงอายุและคนพิการ หลังจากได้ร่วมงานไประยะหนึ่ง พบว่าเรื่องของสภาพแวดล้อม สามารถช่วยเปลี่ยนชีวิตบางคนได้

     ในช่วงราว ๆ ปี 2554 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดทำ โครงการบริการวิชาการแก่สังคม (Service Learning) ซึ่งเราได้เลือกพื้นที่เทศบาลนครรังสิตที่มีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาเมืองให้รองรับสังคมสูงวัยในช่วงนั้น ทางคณะทำงานจึงได้เข้าไปให้คำปรึกษา ถ่ายทอดความรู้ จัดกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการออกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับสภาพแวดล้อมทั้งที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะ เมื่อถอดบทเรียนได้แล้วจึงเผยแพร่ในชื่อ ‘รังสิตโมเดล’ เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานที่ถูกนำไปขยายผลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

     สำหรับโปรเจกต์ ‘รังสิตโมเดล’ เป็นผลงานที่สร้างแรงขับเคลื่อนและเป็นประโยชน์ต่อคนทุกกลุ่มได้จริง ซึ่งเป็นผลงานจากหน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และยังได้รับรางวัลชนะเลิศ “The winner of Universal Design Competition” ประจำปี 2565 ประเภท Expert จากสถาบัน Institute of Universal Design ประเทศเยอรมนี

     “ผมรู้สึกภูมิใจกับโปรเจกต์ ‘รังสิตโมเดล’ มากเพราะสิ่งที่ผู้ให้รางวัลได้พูดกับเราคือ เราไม่ได้ชนะเพราะเราออกแบบได้สวยหรือแตกต่างจากคนอื่นมากนัก แต่สิ่งที่โดดเด่นและทำให้เราได้รับรางวัลนี้ มาจากกระบวนการ การทำงานอย่างมีส่วนร่วม และความต่อเนื่องในการดำเนินการ ที่เราร่วมมือกับผู้คนและชุมชนให้เกิดผลสำเร็จได้จริง”

งานที่ไม่ได้วัดจากจำนวนเงิน แต่คือคุณภาพของชีวิตคนที่ดีขึ้น

     งานหลายอย่างที่เราทำ ไม่ได้วัดจากจำนวนเงิน แต่คือคุณภาพชีวิตของคนที่ดีขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราให้คำปรึกษาการปรับบ้านและอาคารสาธารณะไปมากกว่า 1,000 แห่ง และมีการนำไปปรับปรุงจริงกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ คำถามที่ผมถูกถามบ่อยมากคือ เงินที่รัฐใช้ปรับบ้านให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนจน คุ้มไหม และรัฐได้อะไรกลับมา

     คำตอบที่ผมตอบอย่างภูมิใจเสมอคือ งานนี้ไม่ได้กำไรเป็นตัวเงิน แต่ได้กำไรเป็น Social Return on Investment (SROI) ซึ่งต้องขอขอบคุณวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เข้ามาช่วยประเมิน โดยเปรียบเทียบว่า หากไม่ปรับบ้านแล้วผู้สูงอายุหกล้ม จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ค่ากายภาพบำบัด ค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาวอีกเท่าไร และในหลายกรณีลูกต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแล ทำให้ครอบครัวสูญเสียรายได้ ผลการประเมินพบว่า เงิน 1 บาทที่ใช้ปรับบ้าน สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับมาได้ประมาณ 11–12 เท่า

     แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตคน ผมเคยเจอผู้สูงอายุคนหนึ่ง เคยติดสุรา ไม่มีงานทำ บ้านก็ไม่ปลอดภัย พอเราปรับบ้านให้ เขามีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น เลิกสุรา และกลับไปทำงานได้ อีกกรณีหนึ่ง บ้านที่เคยทรุดโทรมจนลูกหลานไม่กล้ามาเยี่ยม พอปรับบ้านใหม่ ลูกหลานกลับมาเยี่ยม เกิดความอบอุ่นในครอบครัว บ้านไม่ได้เปลี่ยนแค่สภาพกายภาพ แต่เปลี่ยนชีวิตของคนทั้งครอบครัว

     บ้านที่ดี ไม่ได้แค่ทำให้คนอยู่ปลอดภัย แต่ทำให้เขากลับมามีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีความหมายในชีวิตอีกครั้ง และนั่นคือผลตอบแทนที่สูงที่สุดของสังคม

สมการ 4 มิติ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน

     การพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์นั้น ไม่สามารถมองเพียงมิติใดมิติหนึ่งได้ แต่ต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ คือ การมีงานทำ บุคคลมีรายได้เพียงพอหรือไม่ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงเพียงใด ด้านสังคม คือ การได้รับการศึกษา การมีครอบครัว มีเพื่อน และมีส่วนร่วมในสังคม ด้านสุขภาพ คือ สุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีศักดิ์ศรี และด้านสภาพแวดล้อม คือ การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม เมืองและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเอื้อต่อการใช้ชีวิต

     ทั้ง 4 ด้านนี้มีความสัมพันธ์กันและต้องพัฒนาไปพร้อมกัน อาจมีบางด้านมาก บางด้านน้อย แต่หากทั้งสี่มิติเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้นพร้อมกัน จะทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพราะคุณภาพชีวิตที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสมดุลของชีวิตในทุกมิติ

มองคนให้เท่าเทียม สร้างโอกาสของทุกคนให้เท่ากัน

     หากเรามองว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน แม้จะเกิดมาในฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน มีสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนกัน หรือมีต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่คือการทำให้ “โอกาสของทุกคนเท่ากัน” เพราะโอกาส คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นประตูบานแรกของชีวิต

     หากพิจารณาสถานการณ์ทางการศึกษาของคนพิการในประเทศไทย จะพบความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการพบว่า คนพิการจบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่าประมาณร้อยละ 94 ขณะที่ผู้ที่สามารถเรียนจนจบระดับปริญญาตรีมีเพียงประมาณร้อยละ 2 เท่านั้น และยังพบว่าเด็กพิการวัยเรียนจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของคนพิการไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่คือโอกาสทางการศึกษา และเมื่อโอกาสทางการศึกษาไม่เท่ากัน โอกาสในการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตก็ไม่เท่ากันตามไปด้วย

     ดังนั้น หากสังคมต้องการสร้างความเท่าเทียมอย่างแท้จริง รัฐจำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนเพื่อสร้าง “แต้มต่อ” ให้กับคนที่มีข้อจำกัดมากกว่า ไม่ใช่เพื่อให้เขาได้เปรียบ แต่เพื่อให้เขา “เริ่มต้นได้เท่ากัน” เมื่อเข้าถึงการศึกษา ก็จะมีโอกาสเข้าถึงงาน เมื่อมีงาน ก็จะมีรายได้ และเมื่อมีรายได้ ก็จะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวได้ นี่คือกลไกของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

     อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Society) ไม่ใช่เพียงอุปสรรคทางกายภาพ แต่คือ “กำแพงทางทัศนคติ” เพราะกำแพงที่สูงที่สุดไม่ใช่กำแพงบ้านหรือกำแพงรั้ว แต่คือกำแพงในความคิดของคนในสังคม หากสังคมยังมองความแตกต่างเป็นปัญหา ความเท่าเทียมก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากสังคมมองความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา นโยบายและการพัฒนาที่เป็นธรรมก็จะเกิดขึ้นได้จริง

จากนโยบายสู่การปฏิบัติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     ผมต้องขอขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย ที่สืบสานความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน ส่งเสริมการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้เกิด Inclusive University ทุกครั้งที่มีการนำเสนอแนวคิดในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อคนทั้งมวล ไม่เคยมีผู้บริหารท่านใดบอกว่างานลักษณะนี้ไม่สามารถทำได้ แต่คำถามที่ผู้บริหารถามเสมอคือ “ให้สนับสนุนอย่างไร” “ต้องใช้งบประมาณเท่าไร” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองว่าการพัฒนาเพื่อคนทั้งมวลเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการจริง

     ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย เช่น การปรับปรุงทางลาดจำนวน 101 จุด การปรับปรุงลิฟต์ การปรับปรุงห้องน้ำ การเปลี่ยนรถบริการให้คนพิการใช้ได้ การปรับปรุงทางเดินทางเท้า และการเพิ่มที่จอดรถสำหรับคนพิการ จนทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นต้นแบบด้านการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อคนทั้งมวล ได้รับรางวัลอารยสถาปัตย์อย่างต่อเนื่องถึง 5 ปี และมีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

     ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากผู้บริหารหรือผู้ออกแบบเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมของ นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาพิการซึ่งเป็นผู้ใช้งานจริงที่คอยให้ข้อมูลว่าอะไรคือปัญหา และควรปรับปรุงอย่างไร จึงทำให้การพัฒนาเกิดประสิทธิภาพและตอบสนองการใช้งานจริงมากที่สุด และทำให้เรื่องที่ยาก กลายเป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริง

จากการปฏิบัติสู่การถ่ายทอดความรู้

     ปัจจุบัน ผมได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนแม่บท “ศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านผู้สูงอายุและผู้พิการ” ทำหน้าที่เป็น City Lab ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุและผู้พิการในหลายมิติ ทั้งด้านการออกแบบ สาธารณสุข เทคโนโลยี นโยบายสาธารณะ และสังคมศาสตร์ ซึ่งแนวคิดของ City Lab คือการรวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และหน่วยวิจัยที่ทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุและผู้พิการไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ศูนย์ทดลอง และศูนย์พัฒนานโยบาย เพื่อรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทยในอนาคต รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับหน่วยงาน องค์กร และประชาชนที่สนใจ เพื่อให้การพัฒนาสังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงการดูแลผู้สูงอายุ แต่เป็นการออกแบบสังคมใหม่ที่คนทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี

     สังคมที่ดี ไม่ใช่สังคมที่ทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่เป็นสังคมที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสใช้ชีวิตได้เท่ากัน การออกแบบเพื่อคนทั้งมวลจึงไม่ใช่เรื่องของคนพิการหรือผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือการออกแบบสังคมสำหรับทุกคน

     ในที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามออกแบบ อาจไม่ใช่อาคาร ไม่ใช่เมือง แต่คือ “โอกาสของคน” เรากำลังออกแบบชีวิตมนุษย์ ผ่านสังคมแห่งความเสมอภาคและเท่าเทียม

     และเหตุผลที่เรายังทำงานนี้อยู่เสมอ ก็เพราะ “ธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content