ความ ‘เท่า’ ที่ยัง ‘เทียม’ ปัญหาสุขภาพจิตของ LGBTQ+ สะท้อนการ ‘ยอมรับ’ ในสังคมไทย
เปิดข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยปกป้องการเกิดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ที่จัดแสดงในนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 3 สายสุขศาสตร์

เมื่อไม่นานมานี้มีเสียงฮือฮาจากชาว LGBTQ+ ทวีปเอเชีย หลัง “Gawdland” (ก็อดแลนด์) หรือ ธราเทพ ทวีพล แดร็กควีน วัย 24 ปี คว้าชัยบนเวทีแข่งขันแดร็กระดับโลกอย่าง “RuPaul’s Drag Race: UK vs the World” ซีซั่น 3 ในฐานะคนไทยและคนเอเชียคนแรก
คอมเมนต์ภายใต้โพสต์แสดงความยินดีกับ ก็อดแลนด์ เต็มไปด้วยเสียงชื่นชมและความภาคภูมิใจจากทุกเพศทุกวัย ส่วนหนึ่งสามารถสะท้อนถึงความสำเร็จและการยอมรับของชาวไทยที่มีต่อ LGBTQ+ ทว่าคำชื่นชม ความภูมิใจ และตัวเลขสถิติการยอมรับ อาจเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งในภาพใหญ่ที่คนกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่
ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง “ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยปกป้องการเกิดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย” ที่ศึกษาโดย ผศ. ดร.ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ หัวหน้าหน่วยวิจัย LGBTQ+ สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดแสดงในนิทรรศการหมุนเวียนภายใต้แนวคิด SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 3 สายสุขศาสตร์ ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จากกลุ่มตัวอย่าง LGBTQ+ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 411 คน พบว่ามีผู้ต้องเผชิญกับภาวะเครียดในระดับปานกลางถึงรุนแรง 57.4% ภาวะโดดเดี่ยวอ้างว้าง 42.3% ซึมเศร้า 40.3% และมีความคิดฆ่าตัวตายมากถึง 39%
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยมีปัญหาสุขภาพจิต แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ความเครียดในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป 2. ความเครียดที่เป็นผลมาจากการเป็น LGBTQ+ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มหลากหลายทางเพศเท่านั้น ประกอบด้วย การเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติ การต้องปิดบังอัตลักษณ์ทางเพศ การตกเป็นเหยื่อ และการเกลียดตัวเองที่เป็น LGBTQ+

ผศ. ดร.ปริยศ อธิบายว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะดูเปิดกว้างไปถึงขั้นการมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทว่าภายใต้สังคมที่เปิดกว้างนั้น กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังถูกยอมรับภายใต้กรอบจำกัดบางอย่างทำให้พวกเขายังต้องเผชิญกับปัจจัยแห่งความเครียดทั้งหลาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในเวลาต่อมา
อย่างเรื่อง “การเลือกปฏิบัติ” ที่สภากาชาดยังคงไม่รับเลือดจากคนที่มีรสนิยมชายรักชาย ถึงแม้ว่าสภากาชาดจะมองว่ามีเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ มองว่าพวกเขากำลังถูกเลือกปฏิบัติอยู่ รวมไปถึงในบริบทของการทำงาน ซึ่งในบางวิชาชีพยังไม่ได้เปิดรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่แสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน เช่น ตำรวจ ทหาร อัยการ นักการเมือง และผูกขาดตัวตนของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศไว้กับบางอาชีพด้านความสวยความงามเท่านั้น อย่าง ช่างเสริมสวย หรืออินฟลูเอนเซอร์
ต่อมา “การปิดบังอัตลักษณ์ทางเพศ” ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสังคมต่างจังหวัดที่ยังไม่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศเท่ากับสังคมเมือง ตัวอย่างเช่น LGBTQ+ ที่ปกติไว้ผมยาว แต่เมื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดอาจจะต้องตัดผมเพื่อปิดบังตัวตน นับเป็นการเก็บกดตัวตนของตัวเองเอาไว้ ทำให้ไม่ได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา
นอกจากนี้ยังพบ “การตกเป็นเหยื่อ” ที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศจะต้องเจอกับการถูกทำร้าย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านการกระทำและคำพูด เช่น พ่อแม่ที่ทำร้ายลูกที่เป็น LGBTQ+ ด้วยการทุบตีด่าทอ และจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเขาต้องเจอ หลอมรวมมาเป็นความรู้สึกเกลียดตัวเอง ทั้งหมดนี้เป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาด้านสุขภาพจิต
“การเปิดกว้างและการยอมรับ LGBTQ+ ในสังคมไทย หลายครั้งที่เรามองว่ามีความเท่าเทียมแล้ว แต่พอได้ไปคุยกับคนกลุ่มหลากหลายทางเพศจริง ๆ มันยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าพวกเขายังไม่เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม เช่น เรื่องการนอนในโรงพยาบาลที่ชายหรือหญิงข้ามเพศจะต้องนอนพักฟื้นในหอผู้ป่วยที่ตรงกับเพศกำเนิดของตัวเอง ไม่ใช่เพศสภาพที่เป็น ซึ่งจะส่งผลให้เขาเกิดความไม่สบายใจ” ผศ. ดร.ปริยศ ระบุ
งานวิจัยได้ให้ข้อเสนอซึ่งเป็นทางออกของปัญหาเอาไว้ 2 แนวทาง ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กล่าวคือ LGBTQ+ ที่จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงไม่ว่าข้อใด จะต้องไม่หนีปัญหา เพราะการเผชิญหน้าสร้างการปรับตัว ซึ่งเป็นวิธีที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตมากกว่าการหนีปัญหา รวมไปถึงช่วยลดอัตราการเกิดซึมเศร้าด้วย 2. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อชาว LGBTQ+ ด้วยการสร้างความเข้าใจที่มีต่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ตั้งแต่ด้านกฎหมาย ไปจนถึงนโยบายภาครัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่ “ภาคการศึกษา” เป็นสำคัญ
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอว่า วิธีการสร้างความตระหนักรู้ทางตรงควรจะบรรจุเรื่อง LGBTQ+ ไว้ในหมวดวิชาสุขศึกษา ให้นักเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ ในช่วงเดียวกันกับที่จะต้องเรียนเรื่องเพศศึกษา เพื่อขยายกรอบความเข้าใจว่า “เพศกำเนิด” และ “เพศภาวะ” แตกต่างกันอย่างไร พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจว่า มันไม่ใช่เรื่องผิดแปลก หากใครสักคนหนึ่งจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเพศกำเนิด เพราะนั่นเป็นเพียงรสนิยมที่ไม่ควรนำมาใช้ตัดสิน หรือตีตรากัน เมื่อกลุ่มเด็กวัยเรียนโตขึ้นมาพร้อมกับชุดแนวคิดที่มีความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศแล้ว ก็จะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยกับชาว LGBTQ+ ได้

นอกจากการศึกษาในระบบที่จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อ ชาว LGBTQ+ ด้วยการหยั่งรากไว้ในเด็กแล้ว การสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนวัยผู้ใหญ่ก็สำคัญไม่ต่างกัน ซึ่งหลักสูตรความตระหนักรู้นี้อาจจะสามารถนำไปผนวกไว้กับหลักสูตรปริญญาโทในสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนวัยผู้ใหญ่ด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น การสร้างความรู้ทางอ้อมให้กับกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาแล้ว ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสามารถนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ เช่น รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ งานเสวนาเชิงวิชาการ หรือแม้กระทั่งขบวนพาเหรด Pride Month เอง สิ่งเหล่านี้จะแทรกซึมเข้าไปในความคิดของคนในสังคมอย่างช้า ๆ และส่วนช่วยในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนทั่วไปในทางอ้อมแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้
“แค่มีความเข้าใจว่า LGBTQ+ ไม่ใช่คนที่ผิดปกติ ไม่ใช่คนที่แปลกประหลาด และเป็นเพียงคนทั่วไปที่มีรสนิยมเป็นของตัวเอง ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้จะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลางให้กับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ฉะนั้นแล้วความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมของ LGBTQ+ นั้นขึ้นอยู่กับสังคม ซึ่งทั้งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเปลี่ยนทัศนคติ และสร้างสภาพแวดล้อมนั้นให้กับพวกเขา” ผศ. ดร.ปริยศ กล่าว
หากขยับจากกลุ่ม LGBTQ+ แล้วมองปัญหาสุขภาพจิตเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยจะพบอีกว่า กลุ่มนักศึกษามีความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตไม่แพ้กัน ผศ.บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อสุขภาพจิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย 1. การปรับตัวจากการเป็นนักเรียนมาสู่นักศึกษาซึ่งต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น 2. ความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน รวมถึงอาจารย์ 3. ความคาดหวังเกี่ยวกับการเรียนและมีงานทำหลังจบการศึกษา

นอกจากนี้นักศึกษาหลายรายมีอาการของโรค ทั้งโรคทางอารมณ์ และความวิตกกังวลซึ่งผ่านการรักษาอย่างต่อเนื่องมาจนเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้การปรับตัวต้องใช้ความพยายามมากขึ้น อีกทั้งยังพบนักศึกษาที่แสดงอาการทางจิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรคจิตเภทที่มีการแสดงอาการได้ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยทำงาน ทำให้การปรับตัวในชีวิตยากขึ้นไปอีก โดยความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิตมีตั้งแต่ระดับที่สามารถรับมือหรือปรับตัวได้เอง ต้องการการปรึกษาเพื่อให้ผ่านภาวะวิกฤต ไปจนถึงระดับรุนแรงที่เริ่มทำร้ายตัวเอง และพยายามจะปลิดชีวิตตัวเอง (Suicide attempt)
จากผลการทำงานด้านสุขภาพจิต ทำให้ช่วงหลังมานี้ มีการพูดถึงการจัดทำมาตรการหรือการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษาอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในปี 2568-2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายใต้การนำของ ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ได้ยกเรื่องนี้เป็น Quick Big Win หรือวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์

ระบบดูแลสุขภาพจิตธรรมศาสตร์ ดำเนินการโดยมีแกนกลางอยู่ที่ศูนย์ Thammasat Well Being Center ทำหน้าที่ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก ตั้งแต่การให้คำปรึกษารายบุคคล การให้คำปรึกษาผ่าน Call Center การให้บริการโดยจิตแพทย์ การรักษาผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) การจ่ายยาร่วมกับโอสถโดมของคณะเภสัชศาสตร์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ การพัฒนาแอปพลิเคชัน TU Wellness ที่เชื่อมกับ TU GREAT เพื่อประเมินปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตัวเอง ไปจนถึงการรับมือเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพจิต
ปัจจุบันการขอเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ช้าสุดไม่เกิน 2 วัน โดยไม่รวมกรณีที่ต้องการนัดเวลาตามที่ตัวเองมีความสะดวก ในกรณีจำเป็นต้องรับยา สามารถนำใบสั่งยาไปติดต่อที่โอสถโดมได้ หรือหากเป็นยานอกบัญชีก็สามารถติดต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักศึกษาไม่เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต เนื่องจากค่านิยมที่มองว่าการเข้ารับการประเมินและบริการสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ซึ่งธรรมศาสตร์พยายามสื่อสารและปลูกฝังให้นักศึกษาเข้าใจว่า ในเมื่อร่างกายเจ็บป่วยได้ จิตใจก็ย่อมเจ็บป่วยได้เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นนอกจากการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการจัดบริการ เราให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้นักศึกษาที่กำลังมีปัญหา กล้าเข้ามารับบริการไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม
“เราพยายามทำให้การรับบริการด้านนี้เป็นเรื่องปกติ และทำให้นักศึกษาทุกคนรู้ว่าที่มหาวิทยาลัยมีบริการเหล่านี้ให้เขามารับบริการได้เมื่อเจอปัญหา โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Thammasat Well Being Center ตั้งแต่นักศึกษาก้าวเข้าสู่ธรรมศาสตร์ในงานปฐมนิเทศนักศึกษา และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในทุกคณะ รวมทั้งในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเปิดภาคการเรียน ก็จะให้อาจารย์ขอความร่วมมือจากนักศึกษาช่วยประเมินสุขภาพจิตตัวเองผ่านแอปฯ TU GREAT อีกส่วน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดแสดง “นิทรรศการหมุนเวียนภายใต้แนวคิด SDGs เพื่อประชาชนครั้งที่ 3 สายสุขศาสตร์” ณ ห้องปฏิบัติการ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามแนวคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ทั้งหมด 31 ชิ้นงาน โดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ตั้งแต่วันนี้ – เดือน ก.ค. 2569

สำหรับงานนิทรรศการดังกล่าว แบ่งออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ (Herbal & Health Products) “ยกระดับสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่” โซนที่ 2 เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์อัจฉริยะ (MedTech & Smart Devices) “นวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์แม่นยำเพื่อการวินิจฉัย ฟื้นฟู และอำนวยความสะดวก”
โซนที่ 3 แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อการเรียนรู้ (Digital Health & Education Platforms) “เชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การบริการสุขภาพและการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย” โซนที่ 4 การดูแลทางคลินิกและสุขภาวะสังคม (Clinical Care & Social Well-being) “ยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาควบคู่ความเข้าใจมิติทางสังคมและจิตใจ” และโซนที่ 5 สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment & Sustainability) “ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะอย่างยั่งยืน”