Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ มธ. ชี้ประเทศไทยควรลงทุนความปลอดภัยถนน ลดอุบัติเหตุ ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

อาจารย์ มธ. ชี้ประเทศไทยควรลงทุนความปลอดภัยถนน ลดอุบัติเหตุ ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

Academic Corner 13 ก.ค. 2569
Home » อาจารย์ มธ. ชี้ประเทศไทยควรลงทุนความปลอดภัยถนน ลดอุบัติเหตุ ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. เผยเหตุผลที่ประเทศไทยควรลงทุนในกลไกความปลอดภัยทางถนน ลดอุบัติเหตุด้วยงบประมาณต่ำ สร้างผลตอบแทนกว่า 589 เท่า

     ชวนอ่านบทความโดย อาจารย์ ดร.สุกฤษฏิ์ ใจจำนงค์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาเผยถึงเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยควรลงทุนกับกลไกความปลอดภัยทางถนน

     อุบัติเหตุทางถนนยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย แม้ในแต่ละปีจะมีการรณรงค์ด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยยังคงมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิต เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง โดยทั่วไปแล้วหลายคนอาจเข้าใจว่าการลดอุบัติเหตุจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างถนนใหม่ ติดตั้งอุปกรณ์ หรือเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ แต่ในความเป็นจริง การลงทุนที่สำคัญอีกด้านหนึ่งคือ การบริหารจัดการกลไกความปลอดภัยทางถนน ที่ทำให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน วางแผนร่วมกัน และแก้ปัญหาได้ตรงจุด

     จากการศึกษาการพัฒนากลไกการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนในอำเภอเสี่ยง 22 อำเภอ ของเขตสุขภาพที่ 7 พบว่า การลงทุนด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการ การประชุมคณะทำงาน การพัฒนาฐานข้อมูล การสอบสวนอุบัติเหตุ และการติดตามประเมินผล ใช้งบประมาณรวมเพียง 3.30 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 2-3 ปี แม้งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 86% จะเป็นค่าใช้จ่ายด้านการประชุม การบริหารจัดการ และการประสานงาน แต่กลับก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าสนใจ คือ จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงรวม 2,130 ราย โดยผู้เสียชีวิตลดลง 65 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างกลไกการทำงานร่วมกันของพื้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

     เมื่อประเมินผลกระทบในเชิงเศรษฐศาสตร์ พบว่า การลดลงของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงกับมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจหลีกเลี่ยงได้มากถึง 1,945 ล้านบาท ทั้งจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน และการสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Benefit–Cost Analysis) พบว่า อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefit–Cost Ratio: BCR) มีค่าสูงถึง 589.34 หมายความว่า การลงทุนทุก 1 บาท สามารถลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 589 บาท นับเป็นผลตอบแทนทางสังคมที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนด้านสาธารณสุขหลายประเภท สิ่งที่น่าสนใจคือ งบประมาณเฉลี่ยที่ใช้ในแต่ละอำเภอมีเพียงประมาณ 75,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเพียงเดือนละประมาณ 6,000 บาทเท่านั้น แต่สามารถช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนกลไกการทำงานร่วมกันของสาธารณสุข ตำรวจ ขนส่ง ปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ผ่านการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจและกำหนดมาตรการเชิงพื้นที่

     บทเรียนสำคัญจากการศึกษาครั้งนี้ คือ การลดอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นผลจากการมีระบบบริหารจัดการที่ดี มีข้อมูลที่ถูกต้อง และมีกลไกการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Safe System Approach ที่องค์การอนามัยโลกและหลายประเทศทั่วโลกใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน ในเชิงนโยบาย ประเทศไทยควรพิจารณายกระดับการลงทุนด้านกลไกการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอให้เป็นงบประมาณประจำของพื้นที่ มากกว่าการดำเนินงานเฉพาะโครงการ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรไม่สูง แต่สร้างผลตอบแทนต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

     ท้ายที่สุด หากต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนอย่างยั่งยืน การลงทุนไม่ควรมุ่งเฉพาะการสร้างถนนหรือการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ต้องลงทุนใน “ระบบการบริหารจัดการกลไกความปลอดภัยทางถนน” ที่ทำให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้ข้อมูล ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของประชาชน เพราะหลักฐานจากงานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลงทุนเพียง 1 บาท อาจสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้มากถึง 589 บาท และนี่อาจเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านนโยบายสาธารณะที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content