Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา ‘วันรพี’ ถอดบทเรียนพระราชกรณียกิจ ‘พระองค์ภา’ พร้อมข้อเสนอพัฒนา ‘กระบวนการยุติธรรม’

ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา ‘วันรพี’ ถอดบทเรียนพระราชกรณียกิจ ‘พระองค์ภา’ พร้อมข้อเสนอพัฒนา ‘กระบวนการยุติธรรม’

Featured Stories 10 ส.ค. 2569
หน้าหลัก ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา ‘วันรพี’ ถอดบทเรียนพระราชกรณียกิจ ‘พระองค์ภา’ พร้อมข้อเสนอพัฒนา ‘กระบวนการยุติธรรม’

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาถอดบทเรียนพระราชกรณียกิจ “พระองค์ภา” เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย เสนอปรับ 3 ข้อ เพื่อให้การดูแลผู้ต้องขังหญิงเป็นสิทธิตามกฎหมาย

     เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “นิติธรรม   ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: บทเรียนจากพระราชกรณีกิจสู่การพัฒนากระบวนการความยุติธรรมไทย” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี มหาวัชรราชธิดา พร้อมกับแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนจากพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เพื่อสำรวจแนวทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย เนื่องในวันรพี หรือ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์    ผู้ทรงได้รับยกย่องเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย โดยก่อนเริ่มงานเสวนา ได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. และ คุณพงษ์สวาท นีละโยธิน อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ

     ศ. ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า นอกจากการรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญด้านกระบวนการยุติธรรมของพระองค์ภาแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ การสืบสานพระราชกรณียกิจให้มีความยั่งยืน และไปได้ไกลกว่านี้ โดยเฉพาะข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ที่มีหลักการสำคัญซึ่งตอบสนองต่อหลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนในหลายประเด็น เช่น การรับและการตรวจค้นผู้ต้องขังหญิงที่ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงมาตรการทางเลือกแทนการขังคุกที่ควรจะขยายให้กรณีการกระทำความผิดอื่นที่จริง ๆ แล้วไม่ควรนำตัวผู้กระทำผิดมาคุมขัง เพราะจากสถิติคือในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมาจาก 18% ของผู้ต้องขังในเรือนจำที่ยังไม่เสร็จสิ้นคดี ได้เพิ่มเป็น 29% หรือ 90,000 คนจากทั้งหมด 300,000 คน

     รวมไปถึงควรจะมีการผลักดันในเรื่องการฟื้นฟูผู้พ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมได้ที่ทางสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ ขับเคลื่อนอยู่ เนื่องจากพระองค์ภาทรงตรากตรำในการทำประเด็นนี้อย่างมาก และการให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิดในการทำงาน ซึ่งมีมาตรการในทางกฎหมายหลายรูปแบบที่ทำได้ เช่น ทะเบียนประวัติอาชญากรรมฉบับสุดท้ายคือ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 และปัจจุบันปี 2569 แล้ว ไทยยังไม่มีการล้างมลทิน

     ศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนที่อยู่ในการงานหน้าที่ได้คิด ไม่ใช่อยู่ในสถานะที่ได้รับเงินเดือนและจบ แต่ดูด้วยว่าผลพวงจากกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอย่างช่วงที่ผ่านมาดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมที่เต็ม 1 คะแนน เมื่อ 2 ปีที่แล้วไทยได้ 0.49 และหากมองลึกไปตัวชี้วัด 8 ตัว ไทยผ่านตัวชี้วัดเดียว คือ ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง หรือหากดูที่ตัวชี้วัดเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จะมีองค์ประกอบอีก 7 ตัว โดยในองค์ประกอบที่เป็นกระบวนการราชทัณฑ์ได้ 0.25 หรือต่ำที่สุด ซึ่งเรื่องนี้พระองค์ภาทรงมาตลอดพระชนม์ชีพ แต่สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง เพราะนี่คือปลายน้ำ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ต้นน้ำส่งอินพุทเข้ามาเพิ่มอีก และอยากให้ทุกคนมาช่วยพระองค์ผลักดันในเรื่องนี้

     คุณพงษ์สวาท นีละโยธิน อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า พระองค์ภาทรงมีพระปณิธานที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของเรือนจำ โดยเสด็จไปในหลากหลายเรือนจำเพื่อตรวจเยี่ยม หรือซักถามความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และการปฏิบัติหน้าของเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ รวมถึงทรงมีมหากรุณาธิคุณภาพในการให้คำแนะนำกับการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์อยู่เสมอ เช่น กรณีช่วงที่มีการเสนอแนวคิดเรื่องครอบครองยาบ้าเพียง 1 เม็ดก็ให้ถือเป็นผู้ต้องหา และเข้าเรือนจำเลย ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีคนจำนวนมหาศาลเข้าสู่เรือนจำ และอาจเกินกว่าศักยภาพของเรือนจำจะรับไว้ พระองค์จึงทรงแนะนำให้คัดกรองผู้ติดยาเสพติดระหว่างผู้ค้า ผู้เสพ หรือผู้ป่วย เพื่อบริหารจัดการคนกลุ่มเหล่านี้อย่างเหมาะสม ฯลฯ

     ฉะนั้น ทางกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ จึงควรที่จะนำคำแนะนำที่พระองค์ทรงให้ไว้ไปพัฒนาการดำเนินงานต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องหลักนิติธรรม เช่น การบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ ภายใต้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2562 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งนำหลักนิติธรรม และพระปณิธานของพระองค์ภามาใช้ในการดำเนินงาน ผ่านการวางความสมดุลระหว่างการลงโทษกับการคืนคนดีสู่สังคม หรือให้โอกาสแก่ผู้ที่ควรได้รับพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษ และผู้ที่ควรได้รับหย่อนเต็มอัตรา

     “พระองค์ท่านทรงมีดำรัสถึงหลักนิติธรรมในทุกครั้งที่มีโอกาส โดยทรงมีดำรัสว่าหลักนิติธรรม ไม่ใช่แค่ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดของคนที่ถือกฎหมายเท่านั้น แต่กฎหมายต้องมีเรื่องของความเป็นธรรม เสมอภาค ความไม่เหลื่อมล้ำ สิทธิมนุษยชน และทำอย่างไรให้กลุ่มเปราะบางที่อยู่ในเรือนจำเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเฉกเช่นเดียวกับคนที่อยู่ข้างนอก และให้กำลังใจรวมถึงเปิดโอกาสให้กับผู้ก้าวพลาด กลับมายืนอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี” คุณพงษ์สวาท ระบุ

     ทั้งนี้ ในช่วงเสวนา ผศ. ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า พระองค์ภา ทรงมีปณิธาน และผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมของไทยก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด แต่หลังจากนี้คนรุ่นหลังจะสานปณิธานของพระองค์ภา ต่อไปอย่างไร คือสิ่งที่ทุกคนต้องมาช่วยหาคำตอบ เพราะอย่างข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ที่ ไทยมีการนำมาปรับใช้ในทางกฎหมายได้ค่อนข้างดีอย่างน้อยใน 2 หมวด จาก 4 หมวด คือ เรื่องข้อกำหนดทั่วไป อาทิ การรับตัว จำแนก สุขอนามัย และรักษาพยาบาล และเรื่องข้อกำหนดสำหรับผู้ต้องขังที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ผู้ต้องขังกลุ่มเฉพาะ หญิงมีครรภ์ ฯลฯ

     ตัวอย่างเช่น มาตรา 39 วรรค 2 ของ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ฯ ที่ระบุว่า ต้องจัดหาสิ่งของต่างๆ ในการดำรงชีวิตแก่เด็กเล็ก ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ ข้อที่ 12 หรือ มาตรา 57 ของ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ฯ ที่ระบุให้ต้องจัดให้ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ให้นมบุตร และได้รับคำแนะนำทางการแพทย์ และโภชนาการ รวมถึงให้ได้อยู่ร่วมกัน และมีการตรวจสุขภาพ ฯลฯ

     อย่างไรก็ตาม ยังสามารถยกระดับให้ดีกว่านี้ได้ เพราะเมื่อไปดูในรายละเอียดกฎหมายตามที่ยกตัวอย่างไปนั้น จะเห็นเลยว่าเป็นการใช้คำว่า ให้เรือนจำจัดหา หรือให้เรือนจำจัดทำ ความหมายคือ สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขัง เพราะไม่ได้กำหนดไว้ในหมวด 5 ส่วนที่ 1 หรือในกรณีการขังเดี่ยว ที่ตามกฎหมายไทยระบุให้สามารถขังได้เป็นเวลา 1 เดือน ขณะที่ข้อกำหนดกรุงเทพ ระบุว่า ทำไม่ได้ พร้อมอ้างอิงกลับมาที่ข้อกำหนดแมนเดลาในข้อ 44 ที่ระบุว่า ต้องหลีกเลี่ยงการขังเดี่ยว และต้องห้ามโดยเด็ดขาดที่จะให้มีการขังเดี่ยวเกิน 15 วัน แต่กฎหมายไทยยังไม่ได้นำเรื่องนี้มาปรับใช้ และไม่มีการพูดถึงด้วยว่าไม่ควรทำสิ่งนี้กับแม่และเด็ก 

     ผศ. ดร.รณกรณ์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลในปี 2563 นับตั้งแต่ข้อกำหนดกรุงเทพใช้บังคับ มีผู้ต้องขังหญิงอยู่ประมาณ 29,000 คน หรือคิดเป็นอัตรา 43.9 ต่อประชากร 1 แสน ส่วนปี 2566 มีผู้ต้องขังหญิง ประมาณ 33,000 คน ตัวเลขสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีข้อกำหนดกรุงเทพแต่ไทยยังสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังมีข้อมูลด้วยว่า อัตราผู้ต้องขังหญิงต่อประชากรผู้ต้องขัง ไทยอยู่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

     ดังนั้น จึงอยากเสนอให้ 1. ไทยควรแก้ไขกฎหมายโดยเปลี่ยนถ้อยคำจากการเป็นหน้าที่ของเรือนจำมาเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง 2. ตัดคำว่าตามสมควรออก เพราะเรื่องพื้นฐาน โดยเฉพาะการดูแลเด็กที่ติดแม่เข้าในเรือนจำไม่ใช่คนทำความผิด การดูแลรักษาจึงไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำเท่าที่ทำได้ไม่ได้ ถึงแม้ในปัจจุบันกรมราชทัณฑ์จะทำเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดีมากก็ตาม 3. ยกระดับมาตรฐานในการลงโทษวินัยต่างๆ โดยเฉพาะการขังเดี่ยวให้เป็นมาตรฐาน Mandela Rules และ Bangkok Rules อย่างที่พระองค์ภาฯ ได้ทรงส่องแสงนำทางไว้แล้ว

     นอกจากนี้ ไทยควรมีการปรับกระบวนการทัศน์ต่อกระบวนการยุติธรรมใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1. มาตรการที่ไม่ใช่การคุมขัง โดยควรเพิ่มทางเลือกอื่นแทนการขัง 2. การป้องกันที่ไม่มีวันหมด ซึ่งอาจนำเรื่อง indefinite post-sentence detention มาควบคุมตัวผู้กระทำความผิดที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพียงแต่ไม่ได้ให้อยู่ในเรือนจำ และไม่ปฏิบัติแบบเป็นนักโทษ 3. การเยียวยาผู้เสียหาย เช่น การกำหนดค่าเสียหายขั้นต่ำในการเยียวยาโดยไม่ต้องมาพิสูจน์ และ 4. การประเมินผล ด้วยการให้องค์กรภายนอกที่น่าเชื่อถือ เข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำโดยไม่ต้อแจ้งล่วงหน้า แต่ที่เสนอทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าที่เป็นอยู่ทำได้ไม่ดี เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับกรมราชทัณฑ์ที่แม้ข้อจำกัดหลายด้านแต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร

     คุณพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า ในด้านการต่างประเทศพระองค์ภา ทรงขับเคลื่อนให้ไทยมีบทบาทให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกในเรื่องสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และกระบวนการยุติธรรม จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดบรรทัดฐานที่สำคัญของโลก รวมถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น ข้อกำหนดกรุงเทพที่ได้รับรองเป็นเอกสารระหว่างประเทศฉบับแรกที่จัดทำขึ้นเพื่อดูแลผู้ต้องขังหญิงเป็นการเฉพาะ การริเริ่มโครงการกำลังใจที่เน้นการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังหญิง การทรงงานที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (UN) ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ ในคณะกรรมการ 3 ที่รับผิดชอบเรื่องสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม และคณะกรรมการ 6 ด้านกฎหมาย ฯลฯ

     “อาจกล่าวได้ว่านับตั้งแต่ครั้งแรกที่พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลางครั้งแรกเมื่อปี 2544 จนถึงปีประเทศสมาชิก UN รับรองข้อกำหนดกรุงเทพใช้เวลาเกือบ 10 ปี สะท้อนให้เห็นความวิริยะอุตสาหะของพระองค์ในฐานะอัยการ พระปรีชาสามารถในฐานะนักการทูต และน้ำพระทัยที่ต้องการให้เพื่อนมนุษย์ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ” คุณพินทุ์สุดา กล่าว

     ฉะนั้น ประเทศไทยควรสืบสานพระปณิธานของพระองค์ภาในเวทีระหว่างประเทศ โดยสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการอื่น ๆ ที่พระองค์ได้ริเริ่มเอาไว้ รวมถึงควรมีการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ควรแบ่งปันประสบการณ์ให้ประชาคมระหว่างประเทศรู้จักอย่างแพร่หลาย และปรับใช้ตามบริบทของประเทศของตัวเอง เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงที่ถือเป็นกลุ่มเปราะบางของระบบราชทัณฑ์

     คุณธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ กล่าวว่า สิ่งที่ TIJ น้อมนำพระราชดำริของพระองค์ภามาปฏิบัติ จะมีอยู่ 2 หลักใหญ่ ๆ คือ การมองคนเป็นศูนย์กลาง และการสร้างเครือข่ายทางสังคม สำหรับช่วยเหลือเด็กที่ก้าวพลาดจนกลายเป็นผู้กระทำความผิด เพื่อพัฒนาและดูแล ทั้งตัวเด็ก ผู้ดูแล ผู้บริหารสถานคุ้มครองเด็ก รวมถึงชุมชนด้วย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาแค่ที่ตัวเด็กคนหนึ่งเท่านั้น อย่างโครงการโรงเรียนตั้งต้นดีที่ TIJ ทำ ก็มีการช่วยผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้มีงานทำ และได้เรียนรู้ควบคู่ไปด้วย

     คุณธนะชัย กล่าวต่อไปว่า นอกจากการดำเนินงานเหล่านั้นแล้ว ตอนนี้ทาง TIJ กำลังจะยกระดับในการทำกองทุน โดยให้มีการนำประสบการณ์ของผู้ต้องขังหญิงมาให้เจ้าหน้าที่ใช้สร้างกระบวนการ และเครื่องมือ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ มีการนำข้อกำหนดกรุงเทพ ไปปรับใช้กับประเทศตัวเองมากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องมีการประสานงานกับทางกรมองค์การระหว่างประเทศในการช่วยผลักดันเรื่องนี้ด้วย

     คุณสันทนี ดิษยบุตร อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ในด้านความเป็นอัยการพระองค์ภา นอกจากจะทรงงานอย่างละเอียดรอบคอบ และใส่พระทัยในหน้าที่ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษแล้ว พระองค์ยังมองไปถึงองค์รวม คือ มองไปถึงสาเหตุของปัญหา เพื่อนำไปสู่การป้องกัน รวมถึงการให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของมนุษย์จริง ๆ ผ่านปฏิบัติกับทุกคนอย่างเหมาะสม

     คุณสันทนี กล่าวต่อไปว่า จึงอยากให้พนักงานอัยการ ปรับตัวให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติหน้าที่ และให้บริการความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน โดยเป็นความเป็นธรรมที่นอกจากตัวเองจะมองว่าเป็นความเป็นธรรมแล้ว ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมด้วย รวมถึงอาจปรับกระบวนการเพื่อไม่ให้เกิดการสร้างความบอบช้ำจนเกินไปให้กับผู้ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

 


แชร์บทความนี้
Copy