ทะเบียนสมรส-สินสมรส-พินัยกรรม สิทธิ์ทางกฎหมายที่คนในครอบครัวควรรู้
พูดคุยเรื่องกฎหมายครอบครัวกับ รศ. ดร.มาตาลักษณ์ เสรเมธากุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรื่องเงินทองและมรดกมักเป็นหัวข้อที่ไม่มีใครอยากพูดถึงในครอบครัว แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญจริง คำถามอย่าง “ใครมีสิทธิ์อะไรบ้าง” กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนรออยู่เสมอไป ตั้งแต่การไม่จดทะเบียนสมรสที่อาจทำให้เสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว ไปจนถึงพินัยกรรมที่เขียนโดยไม่เข้าใจเรื่องสินสมรส กฎหมายครอบครัวจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรทำความเข้าใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ไขข้อข้องใจเรื่องทะเบียนสมรส สินสมรส และพินัยกรรม กับ รศ. ดร.มาตาลักษณ์ เสรเมธากุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทะเบียนสมรส จุดเริ่มต้นของสิทธิ์
รศ. ดร.มาตาลักษณ์ อธิบายว่า การจดทะเบียนสมรสคือจุดตั้งต้นสำคัญของสิทธิ์ตามกฎหมาย ยกตัวอย่างกรณีที่พบบ่อย คือคู่สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ภายหลังพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการคบชู้ คำถามคือจะฟ้องร้องอะไรได้หรือไม่ คำตอบคือแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏชัดเจน แต่เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส ความสัมพันธ์นี้จึงไม่ได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายในฐานะคู่สมรส จึงไม่สามารถฟ้องร้องกันได้ นอกจากนี้ หากไม่มีการจดทะเบียนรับรองบุตร บุตรที่เกิดมาก็จะมีสถานะเป็น “บุตรนอกสมรส” ซึ่งยังไม่ถือเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา และไม่มีสิทธิตามกฎหมายในฐานะดังกล่าว จนกว่าจะดำเนินการตามวิธีที่กฎหมายกำหนด

สินสมรส เมื่อพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ลูกเพียงคนเดียว
อีกกรณีตัวอย่างคือ ครอบครัวที่พ่อแม่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาพ่อเสียชีวิต โดยก่อนเสียชีวิตได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สิน ทั้งหุ้นและที่ดินซึ่งได้มาระหว่างสมรส ให้แก่บุตรเพียงคนเดียว คำถามคือแม่และบุตรอีกคนจะยังมีสิทธิได้รับทรัพย์สินส่วนใดหรือไม่
รศ. ดร.มาตาลักษณ์ อธิบายหลักการสำคัญว่า ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสตามกฎหมาย ต้องถือเป็น “สินสมรส” ไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น เจ้าของทรัพย์สินจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนตัวของตนให้ใครก็ได้ตามความประสงค์ แต่สำหรับสินสมรสนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องแบ่งทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้แก่คู่สมรสก่อน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนของตนเองเท่านั้นจึงจะสามารถทำพินัยกรรมยกให้บุคคลอื่นได้ หากพินัยกรรมยกสินสมรสเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่เป็นส่วนของตน ส่วนเกินนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ
ดังนั้น ในกรณีนี้ แม่ยังคงมีสิทธิได้รับสินสมรสกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ส่วนบุตรอีกคนที่พ่อมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมเลย จะไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์สินส่วนที่เป็นของพ่อโดยแท้ เนื่องจากกฎหมายเคารพเจตนาของเจ้าของทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสิทธิของตนเองอย่างแท้จริง

พินัยกรรม เจตนาสุดท้ายที่กฎหมายเคารพ
รศ. ดร.มาตาลักษณ์ ทิ้งท้ายว่า พินัยกรรมมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถกำหนดการแบ่งทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตายได้ตามเจตนา สิ่งนี้สะท้อนหลักการที่กฎหมายให้ความเคารพต่อเจตนาของเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งปัจจุบันคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการทำพินัยกรรมมากขึ้น เพราะช่วยลดความขัดแย้งในการจัดการมรดกระหว่างทายาท เพราะเมื่อผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าประสงค์จะยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใด ก็จะช่วยให้การจัดการมรดกเป็นไปอย่างราบรื่น ลดปัญหาการฟ้องร้องและความบาดหมางในครอบครัวได้อย่างมาก
จะเห็นได้ว่ากฎหมายครอบครัวมีรายละเอียดที่ส่งผลต่อสิทธิ์ของคนในครอบครัวมากกว่าที่หลายคนคิด ตั้งแต่การจดทะเบียนสมรสที่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการฟ้องร้องและการรับรองบุตร ไปจนถึงหลักการแบ่งสินสมรสและการทำพินัยกรรม การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งวางแผนทำพินัยกรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยปกป้องสิทธิ์ของคนในครอบครัว และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้