‘วิกฤตน้ำท่วม’ ภัยพิบัติที่เลี่ยงไม่ได้… อาจารย์ มธ. แนะสิ่งสำคัญคือ ‘เตรียมพร้อม และป้องกัน’
ปัญหาอุทกภัยในหน้าฝน เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญ… อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอแนะแนวทางรับมือกับอุทกภัยและสิ่งที่ต้องระวัง!

ปัญหาอุทกภัยในหน้าฝน เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมาได้เกิดน้ำท่วมหนักใน 5 จังหวัดทางภาคเหนือ รวมถึงผลกระทบจากพายุยางิในช่วงนี้ ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีประกาศแจ้งเตือนหลายจังหวัด ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังระยะสั้นในหลายพื้นที่

วันนี้จึงพาทุกท่านมาพูดคุยกับ ผศ. ดร.สร้อยสุดา เกสรทอง คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภัยที่มากับน้ำท่วมที่ต้องระวัง และข้อเสนอแนะถึงแนวทางในการรับมือกับอุทกภัย
ผศ. ดร.สร้อยสุดา เล่าว่า เวลาที่น้ำท่วม สิ่งที่เราเห็นชัดแน่นอนคือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้าง อาคารบ้านเรือน รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ทำมาหากินของประชาชน พื้นที่การเกษตร นอกเหนือไปจากนั้นยังมีเรื่องของสุขภาวะ การเจ็บป่วยที่มากับน้ำท่วม อย่างโรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินอาหาร การเกิดตาแดง เป็นต้น รวมไปถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นที่เราอาจมองข้ามไป เช่น ปัญหาเรื่องไฟดูด อุบัติเหตุจากการเดินย่ำน้ำ รวมไปถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษที่หนีมาพร้อมกับน้ำ และเรื่องสำคัญคือปัญหาทางด้านจิตใจของผู้ประสบภัย อันมาจากความเครียด การสูญเสีย ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และร่วมมือเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยที่เกิดขึ้นให้ทันท่วงที
เราควรเตรียมพร้อมอย่างไร ? เพื่อรับมือกับอุทกภัย

ด้านการรับมือภัยพิบัติ ผศ. ดร.สร้อยสุดา อธิบายว่า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือระยะก่อนเกิดภัยพิบัติ ระยะระหว่างเกิดภัยพิบัติ และระยะหลังเกิดภัยพิบัติ
ระยะก่อนเกิดภัยพิบัติ เป็นช่วงของการเตรียมการและป้องกันการเกิดภัยฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือต้องภัยพิบัติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้น โดยในการป้องกันอุทกภัย เราต้องกลับมาดูในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ว่าจะสามารถวางระบบการจัดการอย่างไรกับการไหลของน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง หรือจังหวัดสู่จังหวัด รวมถึงมีการเตือนภัยให้ทันกาล เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน
ในส่วนของการเตรียมการรับมืออุทกภัย ต้องจัดทำแผนรับมือในแต่ละพื้นที่ มีการประสานกันระหว่างหน่วยงาน มีการดูแลประชาชน อาจจะต้องรู้ข้อมูลในชุมชนด้วยว่า บ้านไหนมีผู้สูงอายุ บ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง หรือบ้านไหนต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ รวมไปถึงการจัดเตรียมที่พัก ในกรณีที่บางครัวเรือนอาจได้รับความเสียหาย หรือมีความไม่ปลอดภัย และที่สำคัญคือ ภาครัฐจะต้องมีการดูแลด้านต่าง ๆ แก่ประชาชน โดยมีการจัดการอนามัยทางด้านสิ่งแวดล้อม มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ มีน้ำและอาหารที่สะอาด รวมไปถึงการจัดกิจกรรมเพื่อคลายความเครียดให้กับประชาชนที่อาศัยในศูนย์พักพิง แต่ถ้าประชาชนไม่ได้มาที่ศูนย์พักพิง เราก็ต้องมาดูว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร ที่เราจะเข้าถึงในแต่ละบ้านในด้านการดำเนินชีวิตในช่วงประสบภัย หลายที่ก็อาจจะใช้โครงสร้างของ อสม. ทำงานกับโรงพยาบาลที่ไปช่วยแจกยาให้กับประชาชน อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องมาวางแผนร่วมกัน

ในการเตรียมการ ถ้าชุมชนมีความเข้มแข็ง โอกาสในการสูญเสียก็จะน้อยลง รวมไปถึงการทำงานของหน่วยงานในท้องถิ่น ที่ต้องมีการร่วมมือกัน มีผู้นำที่สามารถวางแผนการดำเนินงานและจัดการกับปัญหาได้เป็นอย่างดี ก็จะทำให้ความเสียหายหรือผลกระทบที่เกิดในพื้นที่ลดน้อยลง
ระยะระหว่างเกิดภัยพิบัติ เมื่อน้ำมาถึง หากเราได้ทำในส่วนของการวางแผนรับมือกับภัยฉุกเฉินอย่างดีแล้ว ทุกหน่วยงานรู้หน้าที่และทำงานร่วมกัน ดำเนินการตามบทบาทของตัวเอง รวมไปถึงประชาชนก็จะรู้แล้วว่าเมื่อเกิดภัยขึ้นมา อย่างน้อยในช่วง 1 – 2 วันแรกต้องสามารถช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดระหว่างที่รอการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก ถ้าเตรียมการดี ผลกระทบในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วมก็จะลดลง ซึ่งสิ่งที่ต้องดูแลหลัก ๆ ในช่วงนี้คือ การบริการจัดการศูนย์พักพิงของผู้ประสบภัย การดูแลผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้าน / ผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง และการจัดการให้ความช่วยเหลือแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ และเท่าเทียมกัน

ระยะหลังเกิดภัยพิบัติ หรือช่วงของการฟื้นฟู การช่วยเหลือชดเชยค่าเสียหายทั้งในเรื่องของพื้นที่ทำกินของประชาชน ที่การเกษตร บ้านเรือนที่เสียหาย รวมไปถึงการบรรเทาผลกระทบทางสุขภาพทั้งกายและใจของประชาชน หลังจากเกิดภัยพิบัติ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการทบทวน ถอดบทเรียนการทำงานในการรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ว่ามีข้อที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไรบ้าง เพื่อให้พร้อมสำหรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า

“เมื่อภัยพิบัติจบลง อย่างน้ำท่วมที่เจอในปีนี้ อาจจะต้องมีการถอดบทเรียนกันอย่างจริงจัง เอาข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 54 หรือในแต่ละปีที่เกิดขึ้น มาพูดคุยกันอย่างจริงจังว่าปัญหาอยู่ตรงไหน มีประเด็นอะไรบ้างที่เราต้องมีการปรับปรุง ทั้งตัวภาครัฐเองหรือระบบต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ และการจัดการน้ำข้ามจังหวัด มีการเตือนภัยรวดเร็วเพียงพอไหม ที่จะให้ประชาชนได้มีการเตรียมการ ระบบการสื่อสารเรื่องต่าง ๆ กับประชาชนเป็นอย่างไร เอาตรงนี้มาทบทวน เพื่อจะหาว่ามีประเด็นไหนบ้าง ที่เรายังทำได้ไม่ดี และอาจจะต้องเตรียมการให้ดีขึ้น เพื่อให้การรับมืออุทกภัยในปีต่อ ๆ ไปจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.สร้อยสุดา กล่าว