Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักวิชาการ มธ. หนุนรัฐเร่งปิดดีล FTA แนะมอง ‘UAE’ โอกาสใหม่ดัน ศก.ไทย ‘คนละครึ่งพลัสเฟส 2’ ดี แต่กระตุ้นแค่ระยะสั้น

นักวิชาการ มธ. หนุนรัฐเร่งปิดดีล FTA แนะมอง ‘UAE’ โอกาสใหม่ดัน ศก.ไทย ‘คนละครึ่งพลัสเฟส 2’ ดี แต่กระตุ้นแค่ระยะสั้น

Social Asks TU ACTS 25 พ.ย. 2568
Home » นักวิชาการ มธ. หนุนรัฐเร่งปิดดีล FTA แนะมอง ‘UAE’ โอกาสใหม่ดัน ศก.ไทย ‘คนละครึ่งพลัสเฟส 2’ ดี แต่กระตุ้นแค่ระยะสั้น

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนรัฐบาลลุยปิดดีล FTA นานาประเทศ เพื่อกระจายตลาด-ลดพึ่งพาการค้าสหรัฐฯ ขณะที่คนละครึ่งพลัสเฟส 2 กระตุ้นบริโภคได้เพียงระยะสั้น

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนรัฐบาลลุยปิดดีล FTA นานาประเทศ เพื่อกระจายตลาด-ลดพึ่งพาการค้าสหรัฐฯ เผย “FTA ไทย-แคนาดา” เป็นโอกาส เพราะปัจจุบันส่งออกยังไม่ถึง 1% แต่ต้องระวังความซ้ำซ้อนกับเงื่อนไขของ “FTA อาเซียน-แคนาดา” ด้วย เช่นเดียวกับ “ชิลี-เปรู” ที่ห่วงประเด็นเดียวกัน พร้อมชวน “พาณิชย์” มองไปที่ UAE โอกาสใหม่ ขณะที่ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” ดี แต่กระตุ้นบริโภคได้เพียงระยะสั้น ถ้าจะยั่งยืนต้องบูม “ท่องเที่ยว” ดึง นนท.จีนกลับมา 

     รศ. ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การกระจายตลาดใหม่ ๆ ผ่านการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ เพื่อลดการพึ่งพาทางการค้าจากสหรัฐอเมริกามากเกินไป ถือเป็นทิศทางที่ดีต่อภาพรวมการส่งออกไทย ซึ่งนับตั้งแต่มีสงครามทางการค้า พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นถึง 18% ส่วนตัวจึงเห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ที่เดินหน้าปิดดีล FTA ไทย-แคนาดา, ไทย-อียู และไทย-เกาหลีใต้

     นอกจากนี้ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามอง เพราะ UAE มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเรื่องอุตสาหกรรมด้านอาหาร UAE ส่วนตัวคิดว่าเป็นโอกาสของไทยที่จะเข้าไปร่วมทำข้อตกลงทางการค้าด้วยเช่นกัน

     สำหรับแคนาดาถือที่รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าปิดดีลนั้น เป็นประเทศที่ไทยมีโอกาสขยายตลาด เพราะมูลค่าการส่งออกสินค้าทุกประเภทในภาพรวมไปยังแคนาดานั้นถือว่าต่ำมาก คือน้อยกว่า 1% โดยสินค้าประเภทอุตสาหกรรม อยู่ที่ 0.6% ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ยางและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนประเภทสินค้าเกษตร อยู่ที่ 1.5% ถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยในภาพรวม ได้แก่ ข้าว อาหารทะเล และอาหารทะเลแปรรูป เช่น ทูน่า กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้นกุ้ง รวมไปถึงไก่แปรรูป ดังนั้น ด้วยสัดส่วนที่ยังมีช่องว่างอีกมากจึงเป็นโอกาสของไทยที่จะขยายส่วนแบ่งของตลาดให้กว้างขึ้น

     อย่างไรก็ตาม การเจรจา FTA ไทย-แคนาดา ยังมีจุดที่น่าสังเกตและควรระวังอยู่ เพราะขณะนี้อาเซียนก็อยู่ระหว่างการทำ FTA กับแคนาดาเช่นกัน โดยมีการเจรจามาแล้วหลายรอบ และเท่าที่ทราบตอนนี้ได้มีการตกลงกันไปในหลายๆ หัวข้อ เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่มีการตกลงกันไปในหลายระดับ และตั้งใจจะสรุปการเจรจานี้กันภายในปี 2026 ดังนั้นหากไทย-แคนาดาจะเจรจา FTA กันโดยตรงแบบทวิภาคี คำถามคือเงื่อนไขหรือข้อตกลงอะไรที่จะแตกต่างกับ FTA อาเซียน-แคนาดา ซึ่งเป็นแบบพหุภาคี

     “เพราะหากเงื่อนไงซ้ำซ้อน หรือ FTA อาเซียน-แคนาดา สร้างความน่าสนใจได้มากกว่า ผู้ประกอบการจะหันไปใช้ FTA อาเซียน-แคนาดา แทน ตรงนี้จะทำให้ทรัพยากรที่ทุ่มเทไปเป็นเวลานานในการสร้าง FTA ไทย-แคนาดา สูญเปล่า ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น หรือ AJCEP กับ FTA ไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งท้ายที่สุดผู้ประกอบการมีการใช้ AJCEP น้อยมาก เพราะเงื่อนไขหลายอย่างสู้ JTEPA ไม่ได้ หรือระหว่าง FTA ไทย-อินเดีย กับ FTA อาเซียน-อินเดีย ซึ่งผู้ประกอบการใช้ FTA อาเซียน-อินเดีย เกือบทั้งหมด ” รศ. ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

     นอกจากนี้ ในประเทศอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสนใจในการทำ FTA เพิ่มเติม เช่น ชิลี และ เปรู ก็มีความเหมาะสมและมีเงื่อนไขเดียวกัน เพราะขณะนี้ ชิลีกำลังจะเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และเปรูที่มีการทำกรอบความร่วมมือกับอาเซียนในลักษณะความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาระหว่างอาเซียน-เปรู ดังนั้นหากไทยต้องการทำ FTA กับชิลี และเพิ่มความสัมพันธ์กับเปรูใน FTA ไทย-เปรู ก็จะต้องคำนึงว่า จะมีเงื่อนไขข้อตกลงอย่างไรให้มีความแตกต่างกับ RCEP และกรอบความตกลงหุ้นส่วนที่ ASEAN ดำเนินการอยู่ในส่วนของเปรู

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังกล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” ที่กำลังจะมีการนำเสนอรายละเอียดเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้กันในเดือน ม.ค. 2569 ตอนหนึ่งว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการบริโภคด้วยมาตรการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ทำได้ในระยะสั้นเท่านั้น เพราะหากพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทส (จีดีพี) ไตรมาส 3 ที่สภาพัฒน์เพิ่งประกาศออกมา จะเห็นว่าการบริโภคไม่ใช่ปัญหาหลัก จนต้องมีมาตรการออกมาเพื่อให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทว่าสิ่งที่มีส่วนผลต่อจีดีพีอย่างมากคือการท่องเที่ยว และการลงทุนการบริโภคภาครัฐซึ่งยังน้อยอยู่ จนทำให้จีดีพีของไทยในไตรมาสนี้โตแค่ 1.2%

     “หากมองในส่วนของอุปสงค์ (Demand) จะเห็นว่าตัวฉุดรั้งหลักคือการท่องเที่ยว ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับฟื้นคืนการท่องเที่ยวให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการนำนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย และถ้ามองทางด้านอุปทาน (supply) ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวสะท้อนการลงทุนภาคเอกชนถึงแม้ฟื้นตัวแต่ยังน้อยเกินไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content