Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักศึกษาธรรมศาสตร์ คว้าแชมป์ประเทศ คิดค้น ‘Cow Eco+’ อาหารเสริมสุขภาพน้องวัว ลดโลกร้อน ด้วยสมุนไพรไทย

นักศึกษาธรรมศาสตร์ คว้าแชมป์ประเทศ คิดค้น ‘Cow Eco+’ อาหารเสริมสุขภาพน้องวัว ลดโลกร้อน ด้วยสมุนไพรไทย

Featured Stories 6 ม.ค. 2569
Home » นักศึกษาธรรมศาสตร์ คว้าแชมป์ประเทศ คิดค้น ‘Cow Eco+’ อาหารเสริมสุขภาพน้องวัว ลดโลกร้อน ด้วยสมุนไพรไทย

ทีมนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในเวทีแข่งขันนวัตกรรมด้านสุขภาพ Mahidol Public Health Hackathon 2025

      ภาคปศุสัตว์ มีผลต่อการปล่อยก๊าซมีเทน ในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อันเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ทำให้ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาวะของผู้คน โดยก๊าซมีเทนในภาคปศุสัตว์ เกิดจากกระบวนการหมักในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค ควาย ผ่านการเรอและการผายลม ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีมาตรการควบคุมก๊าซดังกล่าว

      ทีมนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงได้คิดค้นนวัตกรรม Cow Eco+ เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากกระบวนการย่อยอาหารในโค โดย Cow Eco+ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีการแข่งขันนวัตกรรมด้านสุขภาพ Mahidol Public Health Hackathon 2025 เมื่อวันที่ 12 – 13 ธันวาคม 68 ที่ผ่านมา

      ทีมผู้คิดค้นนวัตกรรมประกอบไปด้วย นักศึกษาจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่ อดิศร พุทธแก้ว, โสภิตา รัตนมั่นคง, กนกวรรณ คำพรานลาน, นราทิพย์ เก่งการธรรม และพีรณัฐ พันธุ์สมิง นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาหลักคือ ผศ. ดร.กิตรวี จิรรัตน์สถิต อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมี อ. ดร.ฤทธิเกียรติ ประชุมชัย อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อ. ดร.มยุรี สุวรรณแก้ว อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม

      พูดคุยกับทีมนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา ถึงที่มาและหลักการของนวัตกรรม รวมถึงประโยชน์และการต่อยอดต่อในอนาคต

Cow Eco+ ลดโลกร้อน ด้วยการเสริมสุขภาพน้องวัว

      อดิศร พุทธแก้ว นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า Cow Eco+ เป็นนวัตกรรมอาหารเสริมสำหรับโค ที่ทำจากสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ได้อาหารเสริมโคที่มีประสิทธิภาพ ยืดระยะเวลาการจัดเก็บรักษา และมีการลดกลิ่นฉุนของสมุนไพร ทำให้โคกินได้ง่ายขึ้น โดยนำสารสำคัญต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ หัวใจหลักของอาหารเสริม Cow Eco+ คือการช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่สำคัญของภาวะโลกร้อน

      Cow Eco+ สามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสุขภาพของโค ลดปัญหาท้องอืดในโค เสริมสุขภาพ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ เพื่อให้โคมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นการตัดวงจรปัญหาสำคัญ คือการลดความเสี่ยงของสารตกค้างในเนื้อและนม รวมถึงป้องกันการปนเปื้อนของยาและเชื้อดื้อยาลงสู่ดินและแหล่งน้ำ เป็นการปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

      จุดเด่นของ Cow Eco+ คือการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ ผศ. ดร.กิตรวี จิรรัตน์สถิต อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษาหลักของทีม กล่าวว่า นวัตกรรมนี้ใช้องค์ความรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การเกษตร และแพทย์แผนไทย เข้ามาผสานกันอย่างเป็นระบบ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความต้องการและบริบทจริงของกลุ่มเป้าหมายในภาคปศุสัตว์ โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้งานจริงเป็นฐานในการออกแบบนวัตกรรม

      “เราให้ความสำคัญกับผลกระทบของนวัตกรรมในมิติองค์รวม ไม่เฉพาะด้านเทคนิคหรือประสิทธิภาพการใช้งาน แต่ยังครอบคลุมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม อย่างการคำนึงถึงการกินได้ของสัตว์ การใช้งานจริงในฟาร์ม และต้นทุนที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังต้องสามารถเชื่อมผลลัพธ์เชิงเทคนิคของการลดมีเทน ไปสู่การอธิบายผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระดับพื้นที่ได้อย่างมีเหตุผลและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน” อาจารย์ ดร.ฤทธิเกียรติ ประชุมชัย อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

      ปัจจุบันอาหารเสริม Cow Eco+ กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาสูตรยาที่เหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้จริง และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้และแก้ปัญหาจริง

      การคิดค้นนวัตกรรมนี้มีความท้าทายอยู่ไม่น้อย พีรณัฐ พันธุ์สมิง นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า โจทย์ที่ยากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ที่เฉพาะเจาะจง แต่คือการทำงานร่วมกับสัตว์ ที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ และการทำสิ่งที่ใหม่ ที่ยังไม่มีใครทำ และการทำให้นวัตกรรม มีความเป็นไปได้ในแง่มุมของการใช้จริง

      “ทุกขั้นตอนจึงต้องรัดกุมโดยอิงจากงานวิจัยความปลอดภัยที่มีอยู่ แต่สิ่งที่เราตระหนักอยู่เสมอคือ งานวิจัยที่ขึ้นหิ้งไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ความท้าทายที่แท้จริงจึงสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อโซลูชันนี้ถูกนำไปใช้งานจริงโดยเกษตรกร เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนความตั้งใจของเรา ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม” พีรณัฐ กล่าว

      ในการคิดค้นนวัตกรรม โสภิตา รัตนมั่นคง นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า แก่นของสาธารณสุขคือการป้องกันและลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น ทีมจึงใช้หลักการนี้มาเป็นหัวใจหลัก ในการทำนวัตกรรม เธอเชื่อว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่ควรได้รับการป้องกันและควรแก้ไขจากต้นเหตุ รวมถึงสาธารณสุขจะต้องสนใจทั้งมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไปควบคู่กัน Cow Eco+ จึงเอาแนวคิด One health มาผสานกับสมุนไพรไทย และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างยั่งยืน   

เรียนที่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. ให้อะไรบ้าง?

      “สาธารณสุข ธรรมศาสตร์ สอนให้เรากล้าพูด กล้าทำ กล้าคิดนอกกรอบแต่ยังคงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความถูกต้อง…”

      โสภิตา เล่าว่า สาธารณสุข มธ. สอนให้เธอเห็นความสำคัญของการป้องกันปัญหา ให้ยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และที่เธอประทับใจที่สุดคือ สอนให้เป็นนักสาธารณสุขเพื่อสังคมอย่างแท้จริง ตลอดการทำนวัตกรรมในทีมได้เน้นการทำเพื่อสังคมที่ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่รวมไปถึง สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกชีวิตล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอยู่ร่วมกันในทุกวัน      

      “ผมที่มาจากต่างคณะและมหาวิทยาลัย การทำงานกับทุกคนถือเป็นการเปิดประสบการณ์อย่างมาก สิ่งที่ผมเห็นในตัวพวกเขาคือ DNA ของนักสาธารณสุข อย่างการที่พวกเขาไม่ได้มองแค่การรักษาโรค หรือการลดโลกร้อนเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายังมองเห็นความเชื่อมโยงของ คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริง ๆ” พีรณัฐ กล่าว

      ด้าน อาจารย์ ดร.มยุรี สุวรรณแก้ว อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวย้ำว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มุ่งเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential learning) ผ่านการลงสนามปฏิบัติ การทำงานเป็นทีม และการทำงานแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ ควบคู่กับการทำวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา และนำไปสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content