Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี วงถก มธ. ชง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หาทางออก

โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี วงถก มธ. ชง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หาทางออก

Featured Stories 23 ม.ค. 2569
Home » โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี วงถก มธ. ชง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หาทางออก

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี

     มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี ความมั่นคงทางอาชีพหายไป ผลวิจัยเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตลอด 10 ปี ยืนยัน การเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานเทียบเท่ากัน ทางออกคือต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า “ว่าที่รัฐบาล” ควรอุดหนุนเงินให้ SMEs ฝึกงานนักศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง สอดคล้องข้อเสนอจากผู้แทน SCG ที่เสนอให้ ก.คลัง อุดหนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ฝึกงานนักศึกษาก่อนทำงานจริง

     เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดย งานสื่อสารองค์กร จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่: (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไรในโลกที่งานไม่รอคน” เพื่อฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ตลอดจนความท้าทายด้านอื่น ๆ อาทิ เสถียรภาพทางการเมือง สถานการณ์ชายแดน ภูมิรัฐศาสตร์โลก การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกระทบต่อการจ้างงานและตำแหน่งงาน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้กับว่าที่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต

     ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดเผยว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งของโลกและของไทย พบว่าอัตราเร่งของความเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลชี้ชัดว่าความเร่งในปัจจุบันเร็วกว่าอดีตถึง 30 เท่า และด้วยอัตราเร่งนี้จะทำให้อาชีพที่สามารถยืนระยะได้นานเกิน 10 ปี เหลือน้อยมาก เพราะตลอดชีวิตจะมีอาชีพที่จะหายไปเลยถึง 6 อาชีพ แต่ก็จะมีอาชีพเกิดใหม่ขึ้นมาแทน นั่นหมายความว่านับจากนี้ความมั่นคงทางอาชีพจะหายไป คนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ

     “เมื่อโลกหมุนไวและโจทย์เปลี่ยนไวมาก การเรียนรู้ในอนาคตอาจต้องปรับเปลี่ยนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning หรือการเรียนสั้น ๆ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า และต้องมีการ Upskill-Reskill ตลอดชีวิต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตายง่าย โตยาก และถึงอยากเกิดใหม่ก็แทบจะไม่มีทาง โดยผู้ประกอบการ 3 ล้านราย มีเพียง 70,000 – 80,000 ราย เท่านั้นที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูงอยู่ ส่วนที่เหลือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

     สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเรามีแรงงานที่พร้อมรองรับโลกยุคใหม่เพียงแค่ 15% ขณะที่ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ 50% โดยสิงคโปร์มี 50% เยอรมนีมี 48% สวีเดนมี 42 – 45% และจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานไม่น้อยกว่ากัน โดยผู้ที่ใช้ AI ทำงานแทนตัวเองทั้งหมดจะตกงาน ส่วนคนที่ใช้ AI เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานจะไปได้ไกล

     ฉะนั้นสิ่งที่ว่าที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ ต้องสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น คอร์สระยะสั้น เพื่อให้ Upskill-Reskill ได้ตลอดเวลา ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากการทำงานจริงผ่านการทดลองงานในสถานประกอบการ โดยรัฐบาลควรมีงบประมาณอุดหนุนให้แก่สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน ทั้งเป็นค่าเสียโอกาสทางรายได้ของผู้ประกอบการ หรือ SMEs ที่จะต้องเสียไปจากการนำเวลามาช่วยสอนงานให้นักศึกษา ตลอดจนเป็นเบี้ยเลี้ยงให้แก่นักศึกษาเพื่อลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย

     ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาจบใหม่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐควรจัดตั้งศูนย์การเตรียมความพร้อมนักศึกษาฝึกงานกลาง โดยอาจทำเป็นศูนย์ระดับจังหวัด หรืออาศัยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ เป็นศูนย์เรียนรู้ชั่วคราวก่อนก็ได้ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ จากนั้นมีการประเมินผลตลอดจนจับคู่กับนายจ้าง พร้อมกับสร้าง Internship Fair คู่กันไปด้วย

     คุณเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้นทางของโดมิโนที่ทำให้ตำแหน่งงานหายไปคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในภาคธุรกิจ และปัจจุบันตำแหน่งงานไม่ใช่ของคนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของโลก เพราะธุรกิจได้ขยับไปสู่การไม่มีเส้นพรมแดนประเทศขว้าง อย่าง SCG มีพนักงานกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นคนรุ่นใหม่ต้องมีการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ และต้องเรียนรู้ได้เร็วด้วย มีทักษะคิดอย่างเป็นระบบและตัดสินใจบนฐานของข้อมูล

     นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่เพิ่มเติมคือ ความเข้าใจในเรื่องธุรกิจก่อนเข้าสู่โลกการทำงานในชีวิตจริง เหมือนที่ SCG มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธรรมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจโจทย์ในโลกธุรกิจผ่านการทำงานจริงกับลูกค้าจริงๆ มีทักษะทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้อผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ได้ทำอยู่แล้ว

     ฉะนั้นหากเป็นไปได้ ภาครัฐอย่างกระทรวงการคลังควรเข้ามาสนับสนุนเงิน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับ SMEs เพื่อให้มีการเปิดรับให้นักศึกษามาฝึกประสบการณ์จริงได้มากขึ้น เพราะบริษัทก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง เวลาที่ต้องใช้ไปกับการให้ความรู้นักศึกษา ฯลฯ หากมีการดำเนินการเช่นนี้ SMEs    ก็จะได้ทั้งองค์ความรู้ใหม่ๆ จากนักศึกษาในการพัฒนาธุรกิจ และถ้านักศึกษาจบการศึกษาและกลับมาเข้าสู่ตลาดแรงงานต่อได้ก็จะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจยิ่งยกระดับทั้งประเทศ ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ต้องมาร่วมมือกันในการสร้างแพลตฟอร์มกลางของรัฐในการเชื่อมโยงตำแหน่งงานที่ว่างจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วประเทศมาจับคู่กับแรงงานที่มีอยู่ พร้อมกับทำใบรับรองทักษะให้กับแรงงานด้วย

     อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันสร้างความกดดันต่อชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ในอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจที่แย่ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป PM2.5 หรือโครงสร้างและระบบของหน่วยงานราชการก็ไม่เอื้อต่อการต่อยอดทางอาชีพ รวมถึงเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการจากการทำงานที่ยังไม่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอยากให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ ตลอดจนภาคเอกชน ร่วมกันหาทางออกในเรื่องเหล่านี้

     อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงรอการแก้ไข ก็เป็นความท้าทายของนักศึกษาเช่นกันในการจะสร้างทักษะให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะ Soft Skill และ Hard Skill โดย Soft skill ที่มีความสำคัญนั้น มองว่าอย่างแรกคือทักษะการสื่อสาร ซึ่งในคนรุ่นใหม่อาจจะยังขาดไป เนื่องจากเติบโตมาในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ไม่ได้สื่อสารกับคนจริง ๆ แบบเจอหน้ากัน ส่งผลให้มีช่องว่างในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และอีกทักษะที่ควรมีคือการประสานงาน และการปรับตัวเข้าหาคนหลากหลายรุ่น ในส่วน Hard Skill ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ AI จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของโลกยุคหลังจากนี้ แต่ต้องคิดต่อในเรื่องการใช้งาน ไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี แต่จะทำอย่างไรให้นอกจากงานดีขึ้นแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของตนเองด้วย

     ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า มีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันที่เป็นความท้าทายและคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต คือ 1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าที่คาด และผู้สูงอายุยังมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น 2. การที่ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่มีทักษะการทำงานระดับกลาง ที่จะทำให้หลายอาชีพจะหายไปอย่างแน่นอน และ 3. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในสังคม

     ดังนั้น จึงอยากฝากให้รัฐบาลทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผลิตภาพ รวมถึงควรจะมีการปรับแก้ระบบกฎหมายให้เอื้อต่อการสร้างสตาร์ตอัปทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันสตาร์ตอัปทางการเงินหลายแห่งของคนไทยเป็นการไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะกฎหมายเอื้อมากกว่าในไทย และสุดท้ายคือ การแก้ไขในระดับครัวเรือน จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเน้นไปที่พฤติกรรมเด่น ไม่ใช่พฤติกรรมด้อยที่มาจากนโยบายประชานิยมที่ส่งผลระยะสั้น และเป็นภาระทางการคลังระยะยาว เหมือนที่ผ่านมา

     ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ภาคการศึกษาของไทยมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก กล่าวคือ ครูและอาจารย์มีการเรียนการสอนอย่างไรเมื่อ 100 – 200 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือทำเพียงแต่สอนเนื้อหาให้ครบและวัดผล ไม่มีกระบวนการกลับมาทบทวน และไม่ได้สนใจชีวิตของเด็กนักเรียนและนักศึกษาหลังจบไปจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้งที่ครูอาจารย์เป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมากในการเตรียมคนรุ่นใหม่ไปสู่โลกการทำงาน และควรจะสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้ จึงถึงเวลาแล้วที่องคาพยพต่าง ๆ ในสังคมจะหันกลับมาพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

     ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ไขนั้นทางสถาบันการศึกษาก็ควรจะต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ พร้อมกับปรับแนวคิดโดยมองให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและองค์รวมทั้งสังคม ขณะที่รัฐควรจะมีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา รวมถึงมีระบบงบประมาณ และการตรวจสอบที่เป็นไปเพื่อเด็กจริง ๆ มากไปกว่านั้น ควรประสานการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้อยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เช่น การสร้างโรงเรียนควรจะมีการคำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวเด็กด้วย อย่างปัญหาสุขภาพจิตที่ควรจะมีระบบในการดูแล ฯลฯ รวมถึงการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดการใช้ในระดับปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content