‘มธ.’ ผนึกกำลัง 3 คณะ เปิดหลักสูตรใหม่รับเทรนด์ ‘Longevity’ สร้างนักวิทยาศาสตร์การอาหารรอบด้าน
Featured Stories 11 ส.ค. 2569
แชร์บทความนี้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดหลักสูตรใหม่ สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย สร้างนักวิทยาศาสตร์การอาหารรุ่นใหม่

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย จากความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะแพทยศาสตร์ และคณะสหเวชศาสตร์ ในความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตรียมเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2570 รับเทรนด์ Longevity ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพให้อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ด้วยการผลิตนักวิทยาศาสตร์การอาหารรุ่นใหม่ที่เข้าใจกลไกร่างกายมนุษย์อย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบโจทย์การชะลอวัย
โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะแพทยศาสตร์ และคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคารโดมบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อผนึกกำลังพัฒนาและขับเคลื่อนหลักสูตรดังกล่าวร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

สร้างนักวิทยาศาสตร์การอาหาร ที่เข้าใจร่างกายมนุษย์
ทิศทางหลักสูตรนี้สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ชะลอวัยของไทย ซึ่งในปัจจุบันบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร สุขภาพและโภชนาการ กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นภาพว่า นักศึกษาที่จบหลักสูตรนี้จะมีความรู้ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องวิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สุขภาพ ไปจนถึงด้านอายุรแพทย์ สู่การนำองค์ความรู้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการชะลอวัย ทำให้โอกาสทางอาชีพไม่จำกัดเพียงการเป็นนักวิทยาศาสตร์การอาหารเท่านั้น แต่สามารถทำงานในภาพที่ใหญ่ขึ้นได้ในแวดวง ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคอุตสาหกรรมอาหาร ทำงานในโรงพยาบาลในตำแหน่งงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงการทำธุรกิจทางด้านการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งในรูปแบบ SMEs หรือโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น
“ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรามีความพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องแลป อุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมสร้างนักวิทยาศาสตร์การอาหารรุ่นใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล” รศ. ดร.สุเพชร กล่าว

บูรณาการข้ามศาสตร์ ออกแบบหลักสูตรจากผลลัพธ์
หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและอายุรแพทย์ ผ่านกระบวนการบ่มเพาะทั้งจากภายในมหาวิทยาลัยและการลงสนามเรียนรู้จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างบุคลากรที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารในการเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน รวมทั้งช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้สอดรับกับสังคมสูงวัย
รศ. ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงหลักสูตรนี้ในมิติทางวิชาการว่า เป็นการออกแบบการศึกษาจากผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน แล้วจึงนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละคณะเข้ามาประกอบกัน ผู้เรียนจึงไม่ได้ศึกษาเฉพาะกระบวนการผลิตอาหารเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานทางสุขภาพ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นกับการดูแลสุขภาวะของผู้บริโภค
“สิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง คือ ทั้งสามคณะไม่ได้มองข้อแตกต่างของแต่ละศาสตร์เป็นข้อจำกัด แต่สามารถนำความแตกต่างเหล่านั้นมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน จากนี้ภารกิจสำคัญคือการนำกรอบที่ได้ตกลงร่วมกันไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากความร่วมมือของทั้งสามคณะ” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว

ก้าวสำคัญของการผสานองค์ความรู้ตอบโจทย์สังคม
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างหลักสูตรจากการรับฟังความต้องการของสังคม ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในอดีตมหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดทิศทางของการศึกษา แต่ในปัจจุบันต้องมองสังคมร่วมด้วยจึงจะอยู่รอด หลักสูตรต้องปรับให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะความรู้ในวันนี้ไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนอีกต่อไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงกำลังปรับตัว ผสานความรู้ของโลกวิชาการเข้ากับโลกปฏิบัติ ผ่านการรับฟังและสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพที่ตอบโจทย์การยกระดับประเทศต่อไป
“การร่วมมือกันของทั้งสามคณะ เป็นต้นแบบของการผสานองค์ความรู้ที่สำคัญ เพื่อสร้างบัณฑิตที่ครบเครื่อง กล่าวได้ว่าหลักสูตรนี้เป็นการฉายภาพความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมศาสตร์ หรือก็คือการเป็น ONE TU สานพลังเพื่อดึงศักยภาพของหน่วยงานและคณะต่าง ๆ ออกมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในที่นี้คือการสร้างหลักสูตรร่วมกันที่รอบด้านและตรงกับความต้องการของภาคสังคม” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว