Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
Sorry, this page is not available in English yet. You are viewing the Thai version.
อาจารย์ มธ. ตอบ ควรลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร? ให้เงินเกษียณ ‘ชนะเงินเฟ้อ’

อาจารย์ มธ. ตอบ ควรลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร? ให้เงินเกษียณ ‘ชนะเงินเฟ้อ’

Academic Corner 7 ก.ค. 2569
หน้าหลัก อาจารย์ มธ. ตอบ ควรลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร? ให้เงินเกษียณ ‘ชนะเงินเฟ้อ’

ควรเพิ่มเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่? ลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อคืออะไร? หาคำตอบกับอาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     หลายคนหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพทุกเดือนโดยไม่เคยเปิดดูว่าเงินก้อนนั้นถูกนำไปบริหารอย่างไร หรือควรปรับสัดส่วนความเสี่ยงแบบไหนให้เหมาะกับช่วงวัยของตัวเอง ทั้งที่นี่คือเงินก้อนสำคัญที่จะอยู่กับเราไปจนถึงวันเกษียณ

     ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนมาทำความเข้าใจหลักคิดง่าย ๆ ในการเลือกระดับความเสี่ยงของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเหตุผลว่าทำไมการ “ไม่ลงทุนเลย” ก็เป็นความเสี่ยงไม่ต่างจากการลงทุน

อายุน้อย รับความเสี่ยงได้มากกว่า

     คำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือ เราควรเลือกลงทุนในระดับความเสี่ยงเท่าไหร่ และควรใส่เงินสมทบเพิ่มจากอัตราขั้นต่ำที่หักอยู่หรือไม่

     ศ.วิทวัส อธิบายหลักการง่าย ๆ ว่า ยิ่งอายุน้อย ยิ่งควรรับความเสี่ยงได้มากกว่า ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือฐานเงินเดือนของคนวัยเริ่มทำงานมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ข้อสองคือหากพอร์ตการลงทุนผิดพลาดในช่วงที่เงินเดือนยังไม่มาก เรายังมีทั้งเวลาและรายได้ในอนาคตสำหรับแก้ไขสถานการณ์ ตรงกันข้ามกับช่วงอายุมากขึ้นที่ฐานเงินก้อนใหญ่ขึ้น ความเสี่ยงที่ควรรับจึงควรค่อย ๆ ลดลงตาม

     แนวทางที่แนะนำคือ ในวัยเริ่มทำงานให้เลือกลงทุนในกลุ่มความเสี่ยงสูงหรือปานกลางไว้ก่อน แล้วทบทวนผลตอบแทนทุก 3 – 6 เดือน หากผลลัพธ์น่าพอใจก็ลงทุนต่อในสูตรเดิม แต่เมื่ออายุมากขึ้นและฐานเงินสะสมเพิ่มขึ้น ก็ควรทยอยปรับลดสัดส่วนความเสี่ยงลงเพื่อป้องกันผลกระทบที่รุนแรงกว่าเดิมหากตลาดผันผวน

จะเพิ่มเงินลงทุน ต้องมาพร้อมความรู้

      สำหรับคำถามที่ว่าควรใส่เงินเพิ่มเข้าไปในกองทุนหรือไม่ ศ.วิทวัส ให้ข้อคิดว่า การเพิ่มสัดส่วนความเสี่ยงควรทำควบคู่ไปกับการหาความรู้เรื่องการลงทุนเสมอ ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันจำนวนมากที่ช่วยฝึกลงทุนได้ฟรี ทั้งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างแอป “ออมไวซ์” และแอปจากภาคเอกชนอีกหลายราย รวมถึงเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้านการลงทุนได้มากขึ้น

     ข้อเสนอแนะคือ ลองสร้างพอร์ตจำลองเพื่อฝึกฝนก่อน แล้วค่อยนำประสบการณ์ไปปรับใช้กับพอร์ตจริง พร้อมปรับระดับความเสี่ยงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพราะหากบริหารเงินด้วยตัวเองได้ผลดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินเข้าไปให้คนอื่นบริหารแทน การทดลองบริหารพอร์ตของตัวเองควบคู่ไปด้วยจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

     ทำไมต้องลงทุน ในเมื่อ “ไม่ลงทุน” ปลอดภัยกว่า ศ.วิทวัส ชี้ให้เห็นมุมที่หลายคนมองข้าม นั่นคือการไม่ลงทุนเลยและปล่อยเงินไว้เฉย ๆ ก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน เพราะผลตอบแทนที่ได้อาจแพ้อัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก ขณะที่หลายคนมักคิดว่าเงินของตัวเองมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะต้องบริหารจัดการอย่างจริงจัง

เงินเฟ้อ คืออะไร แล้วทำไมค่าเงินถึงลดลง

     เงิน 100 บาทในวันนี้ หากถือไว้เฉย ๆ เป็นเวลา 10 ปี มูลค่าที่แท้จริงจะไม่เท่าเดิม สมมติวันนี้เงิน 100 บาทซื้อของได้ 100 ชิ้น ผ่านไป 10 ปี เงินจำนวนเท่าเดิมอาจซื้อของได้เพียง 90 ชิ้น ปรากฏการณ์นี้คือ “เงินเฟ้อ” หรือการที่ค่าเงินลดลงนั่นเอง

     สาเหตุที่ค่าเงินลดลงเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจ เมื่อพนักงานต้องการเงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี องค์กรก็มีภาระต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย และเพื่อรักษาระดับกำไร ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเป็นระยะ ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาครัฐเองก็มักต้องการให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ๆ ราว 2-3% เพราะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต เมื่อเวลาผ่านไป ราคาสินค้าจึงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกลไกนี้

เราควรบริหารเงินอย่างไร เมื่อค่าเงินลดลงทุกปี

     หลักสำคัญคือไม่ควรเก็บเงินสดไว้เฉย ๆ เพราะยิ่งเก็บนาน อำนาจซื้อยิ่งลดลง ศ.วิทวัส แนะนำแนวทางบริหารเงินเบื้องต้น 2 รูปแบบ ได้แก่

     1. ฝากธนาคารรับดอกเบี้ย  เป็นทางเลือกที่ธนาคารส่วนใหญ่จะบริหารอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำให้ใกล้เคียงหรือชนะอัตราเงินเฟ้อได้ กล่าวคือ ฝากเงิน 100 บาทไว้ 10 ปี เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้วจะยังสามารถซื้อของได้ในปริมาณใกล้เคียงเดิม

     2. ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นบริษัท ซึ่งราคามีแนวโน้มปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นที่เมื่อบริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้า ราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้นตามกาลเวลา ทำให้เงินปันผลที่ได้รับมักให้ผลตอบแทนที่ชนะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

ลงทุนคือการทดลอง ไม่ใช่การนั่งคิดเฉย ๆ

     เงินในวันนี้ย่อมมีมูลค่าลดลงในอนาคตตามธรรมชาติของเงินเฟ้อ หากต้องการรักษาอำนาจซื้อของเงินให้ใกล้เคียงเดิม การรู้จักบริหารเงินให้ “ชนะเงินเฟ้อ” จึงเป็นเรื่องจำเป็น ศ.วิทวัส ทิ้งท้ายว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องที่ควรมัวแต่คิดโดยไม่ลงมือทำ แต่เป็นกระบวนการของการทดลอง ปฏิบัติจริง ทบทวนผลลัพธ์ และเดินหน้าต่อ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในระยะยาว


แชร์บทความนี้
Copy