4 นักศึกษาศิลปกรรม มธ. กับก้าวสำคัญบน Vogue Thailand ถ่ายทอดความคิดผ่านเสื้อผ้า
นักศึกษาสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มธ. ได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอผลงานผ่าน Vogue Thailand

จากห้องเรียนศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ สู่พื้นที่แฟชั่นระดับประเทศ ผลงานสิ่งทอนิพนธ์และแฟชั่นนิพนธ์ของ 4 นักศึกษาสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอผ่าน Vogue Thailand ในคอลัมน์ VOGUE NEW GEN ที่พาไปรู้จักพลังและมุมมองของบัณฑิตแฟชั่นรุ่นใหม่ ผู้ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคต
เรื่องราวของทั้ง 4 ผลงานสะท้อนให้เห็นว่า “แฟชั่น” ในแบบฉบับของธรรมศาสตร์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความสวยงามหรือการออกแบบเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นกระบวนการคิดที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้หยิบยกประสบการณ์ ความรู้สึก ศิลปะ และสิ่งรอบตัวมาตีความและสื่อสารผ่านเสื้อผ้าและสิ่งทอ
โดยผลงานที่ได้นำเสนอ ประกอบด้วย 1. ผลงานชื่อ Radiance In Layers โดย พิชชาภัทร์ บุญคุ้ม 2. ผลงานชื่อ The Distortion Within โดย บุณยานุท ผึ้งแดง 3. ผลงานชื่อ A Piece Of Me โดย ประณิตา อัมราช และ 4. ผลงานชื่อ Salakjit โดย รัฐธีรา รุ่งสง่า
ชวนพูดคุยกับ 4 นักศึกษาแฟชั่นรุ่นใหม่จากรั้วธรรมศาสตร์ ถึงเบื้องหลังผลงาน ความคิดที่อยู่เบื้องหลังเสื้อผ้า และมุมมองต่ออนาคตของวงการแฟชั่น ผ่านประสบการณ์ครั้งสำคัญบนพื้นที่ของ

▪️แรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์ผลงาน
ประณิตา อัมราช: มาจากประสบการณ์การมองเห็นของผู้ป่วยไมเกรนชนิดมีออร่าค่ะ ซึ่งเป็นอาการที่ประสบกับตัวเอง อาการนี้จะทำให้เกิดความผิดปกติทางการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นภาพซิกแซก ภาพแตกแยก พร่ามัว โดยเราได้นำลักษณะของอาการและลักษณะภาพที่ผู้ป่วยมองเห็นมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกาย เพราะเป็นประสบการณ์ที่อาจอธิบายหรือสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ยาก เราอยากให้ผู้คนเข้าใจว่าผู้ป่วยที่มีอาการนี้ต้องเผชิญกับการรับรู้ทางสายตาที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไรค่ะ
พิชชาภัทร์ บุญคุ้ม: แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่อยู่รอบตัวค่ะ โดยเฉพาะรูปแบบของธรรมชาติที่มีการซ้อนทับกัน ทั้งพื้นผิว รูปร่าง และชั้นต่าง ๆ สนใจว่าการนำสิ่งเหล่านี้มาตีความผ่านเสื้อผ้าจะสามารถสร้างมิติและพื้นผิวใหม่ ๆ ได้อย่างไร จึงได้นำเทคนิคอย่าง Surface Manipulation, Laser Cutting, Fabric Bonding และ Slashing มาทดลองร่วมกัน เพื่อให้เสื้อผ้ามีทั้งโครงสร้าง ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดที่น่าสนใจมากขึ้น
รัฐธีรา รุ่งสง่า: เกิดขึ้นจากความชื่นชอบในศิลปะ-การวาดรูป และอยากสร้างผลงานที่ได้เป็นตัวเองมากที่สุด จึงนำแรงบันดาลใจจากศิลปะไทยร่วมสมัย และผลงานศิลปินไทยร่วมสมัย มาสร้างลวดลายบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อ ถ่ายทอดลงบนหนังวัวด้วยการแกะสลัก ผสมผสานศิลปะและโครงสร้างศิลปะสไตล์กอธิค เป็นผลงานที่ให้มิติทั้งทางศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะงานฝีมือค่ะ
บุนยานุท ผึ้งแดง: ผลงานชิ้นนี้เกิดจากตัวเองค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังคิดว่าอยากทำอะไรในทีสิส และเป็นช่วงที่ตัวเองค่อนข้างมีอารมณ์และความรู้สึกหลายอย่างไปกับงานนี้ เลยรู้สึกว่าอยากหยิบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาเป็นจุดเริ่มต้นของงาน แล้วพอดีกับช่วงนั้นที่ภาพยนตร์เรื่อง Inside Out ออกมาพอดี ยิ่งทำให้เริ่มสนใจมากขึ้น และรู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถนำมาต่อยอดและถ่ายทอดผ่านงานแฟชั่นได้ค่ะ

▪️เมื่อผลงานได้ฉายบน Vogue Thailand
ประณิตา อัมราช: รู้สึกเป็นเกียรติมากค่ะ และดีใจที่มีคนมองเห็นและให้คุณค่ากับผลงานของเด็กตัวน้อย ๆ คนนี้ เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจและทุ่มเท การได้เห็นสิ่งที่เราตั้งใจถ่ายทอดออกมา ได้รับโอกาสให้คนอื่นได้เห็นและรับรู้ผ่านผลงานชิ้นนี้ เป็นความรู้สึกที่มีความหมายมากค่ะ
พิชชาภัทร์ บุญคุ้ม: รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจทำมาตั้งแต่ต้น และใช้เวลาในการพัฒนาค่อนข้างเยอะ ความตั้งใจและสิ่งที่พยายามทดลองมาตลอดมีคนมองเห็นจริง ๆ อีกอย่างคือการได้มีโอกาสนำผลงานไปถ่ายแบบจริง ทำให้ได้เห็นผลงานของตัวเองในอีกมุมหนึ่ง จากที่เคยเห็นอยู่ในห้องเรียน พอได้ถูกนำไปอยู่ในบริบทของแฟชั่น ก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญค่ะ
รัฐธีรา รุ่งสง่า: รู้สึกดีใจและยินดีมาก ๆ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำ ตั้งใจสื่อสารมันได้ถ่ายทอดไปถึงใครสักคนที่เห็นคุณค่ากับผลงานของเรา และดีใจที่ได้มีโอกาสได้นำเสนอผลงานตัวเองให้คนได้รับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้นค่ะ
บุนยานุท ผึ้งแดง: รู้สึกดีใจและยินดีมากค่ะ เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นงานที่เราตั้งใจทำและใช้เวลาพัฒนามาค่อนข้างนาน ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เราตั้งใจ มีคนที่เห็นคุณค่าของผลงานของเราจริง ๆ และก็ดีใจมากที่ได้รับโอกาสให้นำเสนอผลงานของตัวเองผ่าน Vogue Thailand ทำให้คนได้เห็นงานเรามากขึ้น

▪️ศิลปกรรม มธ. เสริมมุมมองที่มีต่อวงการแฟชั่น
ประณิตา อัมราช: ทำให้เรามองแฟชั่นกว้างขึ้นกว่าเดิมค่ะ จากที่เคยมองว่าแฟชั่นคือการออกแบบเสื้อผ้าให้สวยและสวมใส่ได้ กลายเป็นการมองว่าแฟชั่นสามารถเป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่อง ถ่ายทอดความคิด และสื่อสารบางสิ่งที่เราอยากให้คนอื่นรับรู้ได้ และช่วยเสริมทักษะให้เราทั้งในด้านการคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาแนวคิด และการลงมือทำจริง ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมากขึ้นค่ะ
พิชชาภัทร์ บุญคุ้ม: การเรียนสาขานี้ทำให้เรามองแฟชั่นมากกว่าแค่เรื่องของเสื้อผ้าหรือความสวยงาม แต่เห็นถึงกระบวนการคิดเบื้องหลัง ไปจนถึงการพัฒนาให้ไอเดียสามารถออกมาเป็นผลงานจริงได้ สิ่งที่รู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นมากคือการทดลองและการแก้ปัญหา เพราะในการทำงานจริงหลายครั้งสิ่งที่คิดไว้กับสิ่งที่ทำออกมาอาจไม่เหมือนกัน รวมถึงได้พัฒนาทักษะด้านการออกแบบ การทำงานกับวัสดุ และการนำเสนอผลงาน ซึ่งคิดว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการทำงานในวงการแฟชั่นต่อไปค่ะ
รัฐธีรา รุ่งสง่า: เดิมไม่ได้ถนัดด้านการออกแบบแฟชั่น การเรียนในสาขานี้ถือเป็นการเปิดโลกครั้งแรกมาก ๆ ค่ะ เรียนรู้สิ่งใหม่ในรอบด้าน ได้ลงมือคิด ลงมือทำด้วยตัวเอง ตลอดกระบวนการการออกแบบแฟชั่นทำให้มีความเข้าใจและทักษะที่แข็งแรงที่จะนำไปต่อยอดได้เยอะค่ะ
บุนยานุท ผึ้งแดง: ก่อนเข้ามาเรียน เราไม่ได้มีพื้นฐานหรือความถนัดการออกแบบแฟชั่นมากนักค่ะ การเรียนในสาขานี้เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ด้านแฟชั่นสำหรับเรา เราได้ลองทำงานหลายรูปแบบมาก สิ่งที่คิดว่าได้พัฒนาจากการเรียนคณะนี้ที่สุดคือ ทักษะการลงมือทำค่ะ

▪️ถ้ามีโอกาสพัฒนาแบรนด์/คอลเลกชันของตัวเอง อยากสื่อถึงอะไร?
ประณิตา อัมราช: อยากให้ผลงานยังคงสื่อถึงความเป็นตัวเองและมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ ค่ะ อยากให้เสื้อผ้าเป็นมากกว่าสิ่งที่ใช้ในการแต่งกาย แต่เป็นพื้นที่ให้คนที่สวมใส่ได้แสดงออกถึงตัวตนและความรู้สึกของตัวเอง และในขณะเดียวกันก็อยากให้ทุกคอลเลกชันมีเรื่องราวหรือบางสิ่งที่ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกอยากตั้งคำถาม อยากทำความเข้าใจ และมองเห็นมุมมองบางอย่างที่เราอยากสื่อสารผ่านแฟชั่นค่ะ
พิชชาภัทร์ บุญคุ้ม: อยากให้แบรนด์ของเราเป็นพื้นที่ที่ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านเสื้อผ้า อยากให้งานมีความสร้างสรรค์และมีรายละเอียดที่ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นงานของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถนำไปใส่ได้จริง สิ่งที่อยากสื่อมากที่สุดคือการกล้าที่จะทดลองและสร้างอะไรใหม่ ๆ เพราะสำหรับเราแฟชั่นไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียว อยากให้คนที่ใส่รู้สึกสนุกกับเสื้อผ้าและสามารถแสดงตัวตนของตัวเองออกมาได้ผ่านสิ่งที่เราออกแบบ
รัฐธีรา รุ่งสง่า: เพราะมีมนุษย์จึงมีศิลปะ เพราะศิลปะทำให้เราเป็นมนุษย์ จึงอยากพัฒนาในส่วนของแนวคิดศิลปะในหลาย ๆ แขนงให้อยู่บนเสื้อผ้ามากขึ้น ให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดตัวตนและวิถีชีวิตของผู้คนค่ะ
บุนยานุท ผึ้งแดง: ถ้ามีโอกาสพัฒนาแบรนด์หรือคอลเลกชันของตัวเองในอนาคต อยากให้มันสะท้อนความเป็นตัวเราในช่วงเวลานั้นค่ะ เพราะคิดว่าตัวตนและมุมมองของเราน่าจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามประสบการณ์ที่เราได้เจอ เลยอยากให้แบรนด์สามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับตัวเรา แต่ยังคงมีความเป็นตัวเองและมีแนวคิดที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลาค่ะ