Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
นักวิชาการ มธ. อธิบายชัด กก.คุ้มครองพุทธศาสนาฯ ไม่ใช่ฆราวาสปกครองสงฆ์

นักวิชาการ มธ. อธิบายชัด กก.คุ้มครองพุทธศาสนาฯ ไม่ใช่ฆราวาสปกครองสงฆ์

Social Asks TU ACTS 17 ก.พ. 2569
หน้าหลัก นักวิชาการ มธ. อธิบายชัด กก.คุ้มครองพุทธศาสนาฯ ไม่ใช่ฆราวาสปกครองสงฆ์

นักวิชาการธรรมศาสตร์ คาด คพช. เข้ามาจัดระเบียบพุทธศาสนาใหม่ หลังตั้งอดีตประธานบอร์ดแบงก์ชาติ-อดีต รมว.คลัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ยืนยันตามระเบียบไม่ใช่การเอาฆราวาสมาปกครองสงฆ์

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ คาด “คพช.” เข้ามาจัดระเบียบพุทธศาสนาใหม่ โดยเฉพาะ“ด้านบริหารเงิน-ทรัพย์สินวัด” หลังตั้ง “อดีต ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ – อดีต รมว.คลัง” นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ยืนยันตามระเบียบไม่ใช่การเอา “ฆราวาสมาปกครองสงฆ์” เหตุต้องได้รับ “พระสังฆราชานุมัติ” ด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เชื่อช่วยบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพคุ้มครองพุทธศาสนา

     ผศ. ดร.กริช ภูญียามา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) จะไม่ทำให้เกิดฆราวาสมาปกครองพระสงฆ์ เนื่องจากหน้าที่หลักของ คพช. จะเป็นการเสนอมาตรการ และวางกลไกต่าง ๆ ต่อฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายคณะสงฆ์ เพื่อคุ้มครองและปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งในข้อ 10 (1) ของระเบียบฯ กำหนดไว้ว่า หากมาตรการหรือกลไกใด ๆ ที่ คพช. กำหนด มีความเกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์โดยตรง จะต้องได้รับพระสังฆราชานุมัติและต้องผ่านความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อน อีกทั้งในข้อ 24 ของระเบียบฯ ยังสำทับไว้อีกชั้นหนึ่งว่า การดำเนินการทั้งหลายทั้งปวงของ คพช. ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช และ มส.

     ผศ. ดร.กริช กล่าวว่า จากรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละด้านใน คพช. ที่เพิ่งมีการประกาศแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 เป็นไปได้ว่าจะเป็นการเดินหน้าจัดระเบียบพระพุทธศาสนาในแต่ละด้านใหม่ โดยเฉพาะด้านการบริหารการเงินและการบริหารทรัพย์สิน จากการแต่งตั้ง นายปรเมธี วิมลศิริอดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐอดีต รมว.คลัง เป็นกรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารสินทรัพย์

     นอกจากนี้ หากพิจารณาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นที่มาของ คพช. จะพบว่ามีความพยายามวางกฎเกณฑ์เพื่อกำกับการบริหารทรัพย์สินของวัด โดยกำหนดเป็นกรอบกว้าง ๆ ถึงมาตรการและกลไกที่จะใช้ควบคุมทรัพย์สินและเงินทองของวัด ส่วนในทางปฏิบัติคงต้องติดตามต่อว่าจะมีการกำหนดมาตรการหรือกลไกใดออกมา จึงค่อยมาประเมินกันอีกทีว่าเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตในคณะสงฆ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่

     สำหรับกรรมการภายใต้ คพช. จะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ กรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายบ้านเมือง เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ฯลฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก มส. ดังนั้น คพช. จึงเป็นเสมือนข้อต่อในการประสานงานหรือบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร ทำให้การกำหนดนโยบาย การวางมาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อดีของ คพช. ด้วย เพราะที่ผ่านมาการทำงานอาจจะไม่ได้สอดประสานกันเท่าที่ควร

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่าภายใต้บริบทปัจจุบัน การมีองค์กรอย่าง คพช. ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานขององค์กรนี้มากกว่า

     นอกจากนี้ ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจาก คพช. แล้ว ยังมีอีก 2 องค์กรที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาคือ คณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง โดยคณะวินัยธรกลางทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการตีความและการบังคับใช้พระวินัย ส่วนคณะธรรมธรกลางจะมีหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา

     สำหรับการแต่งตั้งคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง ในข้อ 18 และ 19 ของระเบียบฯ กำหนดให้สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งพระภิกษุที่ทรงภูมิ แตกฉานในพระธรรมวินัย เป็นคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง คณะละ 10 รูป ทั้งนี้ ต้องผ่านความเห็นชอบจาก มส. ด้วย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง จะทำหน้าที่เป็นคณะที่ปรึกษาด้านพระธรรมวินัยให้กับคณะสงฆ์ไทย แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งทั้งสองคณะดังกล่าว

     “หลังจากนี้พอมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความพระธรรมวินัยเกิดขึ้นในคณะสงฆ์หรือเกิดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบิดเบือนหลักธรรมคำสอน ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของทั้งสองคณะนี้ในการพิจารณาวินิจฉัย เสร็จแล้วก็นำเสนอสมเด็จพระสังฆราชกับ มส. พอสององค์กรนี้เห็นชอบก็จะมีผลบังคับกับคณะสงฆ์เป็นการทั่วไป” ผศ. ดร. กริช กล่าว

     ผศ. ดร. กริช กล่าวอีกว่าว่า คพช. ที่ตั้งขึ้นนี้ นับเป็นความพยายามของรัฐไทยที่จะอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อว่าในขณะนี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดการบิดเบือนหลักธรรมคำสอน ตลอดจนการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ความพยายามอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกอดกันอย่างแนบแน่นระหว่างรัฐไทยกับพระพุทธศาสนา สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ ถึงที่สุดแล้วจุดยืนหรือท่าทีแบบนี้ของรัฐไทยจะก่อให้เกิดอุปสรรคในการคุ้มครองเสรีภาพและความหลากหลายทางศาสนาในประเทศนี้หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่สมควรอภิปรายถกเถียงกันต่อไป


แชร์บทความนี้
Copy