Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’

‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’

Social Asks TU ACTS 20 เม.ย. 2569
Home » ‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’

นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กระแสบอยคอตปั๊มแห่งหนึ่ง สะท้อนถึงทางเลือกของ ปชช. พร้อมแนะ ควรคำนึงถึงผลกระทบที่ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อย พร้อมออกแบบวิธีช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กระแสบอยคอตปั๊มแห่งหนึ่ง สะท้อนถึงทางเลือกของ ปชช. สำหรับกดดันผู้มีอำนาจที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม-นโยบาย โดยไม่ใช้ความรุนแรง พร้อมแนะ ควรคำนึงถึงผลกระทบที่ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อย พร้อมออกแบบวิธีช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย

     ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกระแสบอยคอตปั๊มน้ำมันแบรนด์หนึ่ง และร้านเครื่องดื่มในเครือว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนให้ประชาชน ซึ่งอยู่ในฐานะผู้บริโภคด้วยได้เห็นถึงทางเลือกในการแสดงความไม่พอใจ ไม่ยอมจำนน และกดดันผู้มีอำนาจในทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่ประชาชนเห็นว่าไม่ชอบธรรมจนถึงอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนโยบายโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ภายใต้สภาวะที่หลายคนรู้สึกว่าบริบททางการเมืองปัจจุบันแทบไม่มีช่องทางให้ประชาชนแสดงออกถึงอำนาจของตัวเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย

     “การบอยคอตทางเศรษฐกิจถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (Nonviolence Action) รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น กรณีการบอยคอตบริษัทรถเมล์ในเมืองมอนต์โกเมอรี (Montgomery Bus Boycott) ของสหรัฐอเมริกาช่วง ค.ศ. 1955 – 1956 ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง หรือกรณีการแบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่แบรนด์หนึ่งที่มีการปลดพนักงานขับรถส่งอาหารที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมชุมนุมทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในไทยช่วงปี พ.ศ. 2564 การบอยคอตทางเศรษฐกิจถือเป็นกลไกทางเลือกที่ประชาชน ซึ่งก็มีสถานะเป็นผู้บริโภคด้วย สามารถนำไปใช้ได้ เพื่อมุ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง” ดร.ชญานิษฐ์ กล่าว

     อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้วิธีการเหล่านี้จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญไปพร้อมกันด้วย คือ 1. ผลกระทบที่ขยายวงไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่เป็นเป้าหมายโดยตรงของการบอยคอตทางเศรษฐกิจ เพราะแม้วิธีการนี้จะไม่ใช่การใช้ความรุนแรงก็ตาม แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีการบอยคอตปั๊มน้ำมันแบรนด์หนึ่งในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเจ้าของปั๊มแฟรนไชส์ หรือผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงพนักงานในปั๊ม หรือพนักงานร้านกาแฟก็ได้รับผลกระทบด้วย

     2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการบอยคอต หรือแบนธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง โดยท่ามกลางกระแสบอยคอตที่กำลังดำเนินการไป หลายคนออกมาประกาศตัวว่าพร้อมจะสนับสนุนธุรกิจเหล่านั้นต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจ และยอมรับได้ เพราะทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการใช้วิจารณญาณของตัวเอง ฉะนั้น สิ่งที่กลุ่มผู้บอยคอตควรกระทำไปพร้อม ๆ กันคือการทำความเข้าใจกับสังคมวงกว้างว่าเพราะเหตุใดจึงมีความจำเป็นต้องบอยคอตธุรกิจดังกล่าว

     นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่ไปด้วยกันคือ ผู้ที่จะร่วมบอยคอต หรือใช้วิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจควรต้องออกแบบ หรือหาวิธีการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การที่ผู้ประกอบการอื่น ๆ อาจเสนองานให้แก่พนักงานปั๊มน้ำมัน หรือพนักงานร้านกาแฟที่อาจได้รับผลกระทบจากการบอยคอต หรือการช่วยสนับสนุนอาหาร หรือน้ำดื่มให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการบอยคอต เหมือนเช่นครั้งที่ผู้ร่วมบอยคอตแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เคยร่วมมือกันอย่างแข็งขันในปี พ.ศ. 2564

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รวมถึงทางผู้ประกอบการรายย่อยเอง อาจจำเป็นต้องหาวิธีสื่อสารกับผู้บริโภคว่าธุรกิจของตัวเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นเป้าหมายของการบอยคอตดังกล่าว หรือกระทั่งการร่วมเป็นช่องทาง หรือกระบอกเสียงเพื่อช่วยเรียกร้องด้วยอีกส่วนถ้าสามารถทำได้ เหมือนกรณีของที่ร้านค้าของคนผิวขาว หรือหอการค้าท้องถิ่นในประเทศแอฟริกาใต้เคยร่วมเป็นกระบอกเสียงให้กับคนผิวดำเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบอบการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในช่วง ค.ศ. 1980 ภายหลังโดนคนผิวดำแบนร้านค้าจนยอดขายลดลง


แชร์บทความนี้
Copy
Skip to content