Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
‘รัฐบาลแคนาดา–ธรรมศาสตร์’ ผลักดันความร่วมมือ ‘Nature-based Solutions’ ต่อยอดงานวิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายออกแบบพื้นที่สีเขียวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกรุงเทพฯ

‘รัฐบาลแคนาดา–ธรรมศาสตร์’ ผลักดันความร่วมมือ ‘Nature-based Solutions’ ต่อยอดงานวิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายออกแบบพื้นที่สีเขียวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกรุงเทพฯ

Featured Stories News & Events 21 ต.ค. 2569
หน้าหลัก ‘รัฐบาลแคนาดา–ธรรมศาสตร์’ ผลักดันความร่วมมือ ‘Nature-based Solutions’ ต่อยอดงานวิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายออกแบบพื้นที่สีเขียวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกรุงเทพฯ

รัฐบาลแคนาดา ชื่นชมงานวิจัยพัฒนาเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้แนวคิด Nature-based Solutions เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน รับมือและอยู่ร่วมกับน้ำด้วยฐานทุนธรรมชาติ

     “รัฐบาลแคนาดา” ชื่นชมงานวิจัยพัฒนาเมืองของ “ธรรมศาสตร์” ใช้แนวคิด “Nature-based Solutions” เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน “รับมือและอยู่ร่วมกับน้ำ” ด้วยฐานทุนธรรมชาติ พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินการพื้นที่ต้นแบบ ณ สวนป่าเบญจกิติ ด้าน “รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ มธ.” ร่วมผลักดันความร่วมมือด้านงานวิจัยสู่นโยบายกทม. ออกแบบพื้นที่สีเขียวยืดหยุ่นกับสภาพอากาศในยุคปัจจุบัน ด้วยระบบการวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

     เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 The Honourable Randeep Sarai, Secretary of State (International Development) และ​ Amanda Strohan, เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย พร้อมผู้แทนจากรัฐบาลแคนาดา เข้าเยี่ยมชมสวนป่าเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้แนวคิด Nature-based Solutions (NbS) หรือการใช้ธรรมชาติเป็นฐานในการแก้ไขปัญหา เพื่อเสริมประสิทธิภาพการจัดการน้ำและเพิ่มความยืดหยุ่นของเมือง โดยมี รศ. ​ดร.​ ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รศ. ดร.สุปราณี ลิสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. และ รศ. ดร.คิม นีล เออร์วิลล์ หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านการจัดการน้ำโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions in Water Management Research Unit: NbSWM) ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

     สำหรับการประยุกต์ใช้แนวคิด NbS เข้ากับพื้นที่เกษตรกรรมชานเมือง ภายใต้โครงการ “Enhancing Community Climate Change Resilience and Environmental Quality through Organic Farming and Design Thinking in Peri-urban Bangkok” และกรณีศึกษาของสวนป่าเบญจกิติ อยู่ภายใต้งานวิจัยหัวข้อ “NbCLARE: Nature-Based Solutions for Climate Adaptation and Resilience” โดยหน่วยวิจัย NbSWM คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มี รศ. ดร.คิม นีล เออร์วิลล์ และ ผศ. ฟ้า ลิขิตสวัสดิ์ เป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมกับคุณทิป-ชัชนิล ซัง ผู้อำนวยการสตูดิโอภูมิสถาปัตยกรรม บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาและผู้ออกแบบสวนเบญจกิติ โดยงานวิจัยทั้งสองนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มในท้องถิ่น (Canada Fund for Local Initiatives: CFLI) และ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งแคนาดา (International Development Research Centre: IDRC) ร่วมกับรัฐบาลอังกฤษ

     การสนับสนุนจาก CFLI มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและต่อยอดต้นแบบให้เกิดการพัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบสมาร์ตเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดและติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมรองรับการควบคุมและสั่งงานจากระยะไกล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสภาพแวดล้อมและสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่อย่างแม่นยำและทันท่วงที ซึ่งช่วยผลักดันแนวทางที่นำเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาได้จริง ทั้งในด้านเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและขยายผลพัฒนาองค์ความรู้ โดยปัจจุบันมีระบบโครงข่ายสถานีตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่ปรับปรุงและพัฒนาต้นแบบ รูปแบบที่สาม จำนวนทั้งหมดสามสถานีได้ใช้งานจริงอยู่ที่สวนป่าเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร 

     นอกจากนี้ อีกหนึ่งแนวคิดที่สำคัญของพื้นที่กรณีศึกษา Sponge City หรือ “เมืองฟองน้ำ” เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการดำเนินงาน โดยออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สีเขียวให้ช่วยรับ กักเก็บ และหน่วงน้ำฝน ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ สวนป่าเบญจกิติจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่นันทนาการ แต่ยังเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการเรียนรู้และศึกษาการทำงานของระบบนิเวศในพื้นที่จริง หรือ Living Lab ของสวนป่าชุ่มน้ำในเมือง 

     หัวใจสำคัญของแนวคิด NbS คือการมองธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงองค์ประกอบเพื่อความสวยงามหรือพื้นที่พักผ่อน โดยสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ซึ่งมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องหลายวัน สะท้อนถึงความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ การใช้ที่ดิน ระบบคลอง โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่สีเขียว

     การรับมือกับน้ำท่วมจึงไม่ควรพึ่งพาการเร่งระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ควรเพิ่มความสามารถของเมืองในการรับ กักเก็บ และชะลอน้ำตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้ศักยภาพของธรรมชาติควบคู่กับระบบระบายน้ำเดิม เพื่อช่วยลดภาระของโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มทางเลือกในการจัดการน้ำในระยะยาวนอกจากนี้ แนวคิด บริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ยังช่วยประเมินประโยชน์ที่ธรรมชาติมอบให้แก่เมืองและประชาชน ทั้งการควบคุมและกักเก็บน้ำ การลดความร้อน การปรับปรุงคุณภาพน้ำ การสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประกอบการวางแผนพื้นที่สีเขียวให้ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจได้อย่างรอบด้าน

     ในด้านการต่อยอดงานวิจัยสู่การบริหารจัดการเมือง​ รศ.​ ดร. ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร กล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 หน่วยวิจัย NbSWM มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอแนวคิด NbS ต่อสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร โดยใช้สวนป่าเบญจกิติเป็นหนึ่งในกรณีศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการเพิ่มความยืดหยุ่นของเมืองด้วยธรรมชาติเป็นฐาน และผลักดันการออกแบบระบบโครงข่ายเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวเข้ากับโครงข่ายคลองในเมืองอย่างเป็นระบบและมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

     การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ตั้งแต่การวางแผนและออกแบบ ไปจนถึงการพัฒนา ดูแล และประเมินผล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชน เพื่อผลักดันให้องค์ความรู้และงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

     ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำแคนาดาให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกษตรกรในท้องถิ่น และภาคีระหว่างประเทศ เช่น รัฐบาลสหราชอาณาจักร และได้ร่วมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการน้ำและการพัฒนาเมือง โดย The Honourable Randeep Sarai, Secretary of State (International Development)  และ Amanda Strohan เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทยเป็นผู้แทนสำคัญในความร่วมมือครั้งนี้ และสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน ภาคเอกชน และประชาชนเข้าด้วยกัน

     ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเชื่อมโยงการสนับสนุนจากนานาชาติเข้ากับศักยภาพด้านการวิจัยและบริบทของประเทศไทย เพื่อผลักดันแนวคิด NbS จากการศึกษาและพื้นที่ต้นแบบไปสู่แนวทางปฏิบัติและข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการทำให้ ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานเมือง ทำงานเสริมกับระบบที่มีอยู่ เพื่อให้กรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ สามารถรับมือกับน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของเมืองในระยะยาว


แชร์บทความนี้
Copy