“สู้ร้อนประเทศไทย” มธ. เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นร่มเงาและความปลอดภัยของคนในชุมชน
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเมือง การเรียนรู้ และการออกแบบร่วมกับชุมชน ลงไปแก้ปัญหาความร้อนที่เขตภาษีเจริญ

ความร้อนในเมืองไม่ได้ส่งผลกับทุกคนเท่ากัน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว คนทำงานกลางแจ้ง และครัวเรือนรายได้น้อย ต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่า เพราะบ้านที่อยู่ไม่เอื้อ เข้าถึงระบบทำความเย็นได้ยาก และมีทรัพยากรจำกัด
นี่คือโจทย์ที่ทำให้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มโครงการ “สู้ร้อนประเทศไทย” (Heat Ready Thailand) นำองค์ความรู้จากห้องวิจัยลงสู่ชุมชนจริง ภายใต้การนำของ รศ. ดร.มานัส ศรีวณิช หัวหน้าโครงการสู้ร้อนประเทศไทย
เมื่อความร้อนไม่ได้เป็นธรรมกับทุกคน
รศ. ดร.มานัส อธิบายว่า กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้น ซ้ำด้วยปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง จากอาคารหนาแน่น พื้นผิวคอนกรีตและแอสฟัลต์ที่สะสมความร้อน พื้นที่สีเขียวน้อย และการระบายอากาศที่จำกัด แต่สิ่งที่ทีมวิจัยสนใจมากกว่าคือคำถามว่า
“ทำไมคนที่อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน จึงต้องเผชิญความร้อนและมีความสามารถรับมือที่แตกต่างกัน”
ในมุมของสถาปนิกและนักผังเมือง ความร้อนจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง ทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดวางอาคาร วัสดุ และพื้นที่สีเขียว ซึ่งล้วนกำหนดสภาพภูมิอากาศระดับจุลภาคและความสบายของผู้คน
โดยโครงการนี้ ได้รับทุนจากกองทุน Thai Climate Initiative Fund (ThaiCI) ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศไทย–เยอรมนี มีองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมสนับสนุน ใช้ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี เพื่อทดสอบแนวทางสร้างความยืดหยุ่นต่อความร้อนในพื้นที่นำร่อง

สู้ร้อนด้วยความรู้ 3 กลไกจากห้องวิจัยสู่ชุมชน
1. วิทยาศาสตร์ที่มองเห็นความร้อน ทีมวิจัยใช้กล้องถ่ายภาพความร้อน เครื่องวัดดัชนี WBGT และโดรนถ่ายภาพความร้อน เพื่อระบุจุดสะสมความร้อนในชุมชน ควบคู่กับแบบจำลองภูมิอากาศจุลภาคที่ช่วยประเมินว่ามาตรการแต่ละแบบได้ผลเพียงใด ข้อมูลเหล่านี้ผสานกับข้อมูลประชากร เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อจัดทำแผนที่ความเปราะบางต่อความร้อน ช่วยระบุว่าพื้นที่และกลุ่มใดควรได้รับการช่วยเหลือก่อน
2. สร้างพลเมืองวิทยาศาสตร์ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักและทักษะการรับมือภัยร้อน ให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ความร้อนด้วยตัวเอง ด้วยชุดการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “From Feeling Heat to Taking Action” หรือ “จากการสัมผัสความร้อน สู่การลงมือรับมือกับความร้อน” ผ่านกิจกรรมหลัก ได้แก่
– Hot House 2100: Experience the Future Heat กิจกรรมจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคตที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์ของโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น
– Heat Detective: Seeing the Invisible Heat ให้ผู้เรียนเป็น “นักสืบความร้อนตัวน้อย” ใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนเปรียบเทียบอุณหภูมิของวัสดุ หลังคา ผนัง และพื้นที่ที่มีหรือไม่มีร่มเงา พร้อมแบบจำลองเมืองสามมิติ (Thermal City Model)
– ส่องร้อน: Digital Game-Based Learning เกมดิจิทัลฝึกหาจุดเสี่ยงและเลือกพื้นที่ปลอดภัย ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือราคาสูงทุกครั้ง
– Heat Ready Board Game กิจกรรมเรียนรู้ผ่านบอร์ดเกมสู้ร้อนที่ช่วยให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงจากความร้อน ฝึกคิดวิเคราะห์ และร่วมกันค้นหาแนวทางรับมือภัยร้อนในชีวิตประจำวัน
นอกจากการพัฒนาสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Citizen Science หรือวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง โดยส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทในการสำรวจและเก็บข้อมูลความร้อนในโรงเรียนและชุมชนของตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เสนอแนวทางปรับปรุงสภาพแวดล้อม เช่น การเพิ่มร่มเงา การเลือกใช้วัสดุลดความร้อน และการออกแบบพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัยจากความร้อน


3. ออกแบบร่วมกับชุมชนและลงมือทำจริง ชาวบ้านร่วมสำรวจปัญหา ระบุจุดร้อน และร่วมกำหนดมาตรการผ่านกระบวนการออกแบบร่วมกัน (Co-Creation Design) จนเกิดมาตรการ “Quick Win” ที่เห็นผลเร็ว เช่น
– โครงการหลังคาเย็น (Cool Roof) ด้วยสีสะท้อนความร้อนจากบริษัท เบเยอร์ จำกัด ปรับปรุงหลังคาศูนย์ชุมชนและบ้านของกลุ่มเปราะบาง ผลตรวจวัดเบื้องต้นพบอุณหภูมิพื้นผิวหลังคาลดลงราว 17–23°C และอุณหภูมิอากาศภายในอาคารลดลงเฉลี่ยราว 2°C
– โครงการเพิ่มพื้นที่ร่มเงา เกิดจากชุมชนชี้ว่าศูนย์ดูแลเด็กเล็กโดนแดดโดยตรงและขาดร่มเงา ทีมวิจัยจึงร่วมกับชาวบ้านติดตั้งผ้าใบกรองแสง โดยบริษัท Sangthong Creation จำกัด สนับสนุนวัสดุ และคนในชุมชนร่วมลงแรง
“เราไม่ได้ต้องการเพียงนำเทคโนโลยีไปติดตั้งให้ชุมชน แต่ต้องการให้ชุมชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมลงมือสร้างสภาพแวดล้อมที่เย็นลงด้วยตนเอง เพราะความยั่งยืนของการรับมือภัยร้อนไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของและความร่วมมือของทุกภาคส่วน” รศ. ดร.มานัส กล่าว


ทำไมต้องเขตภาษีเจริญ และบทเรียนที่ห้องวิจัยให้ไม่ได้
รศ. ดร.มานัส อธิบายว่า โครงการเลือก ชุมชนราชมนตรีร่วมใจ และ โรงเรียนวัดประดู่บางจาก (พ่วงอุทิศ) เป็นพื้นที่ต้นแบบ เพราะอาคารที่อยู่อาศัยหนาแน่น ร่มเงาและพื้นที่สีเขียวจำกัด และมีประชากรกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่มาก โดยยึดแนวคิด “ความเป็นธรรมด้านความร้อน” (Heat Equity)
บทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่คือ ความร้อนไม่ได้อธิบายได้ด้วยอุณหภูมิหรือแบบจำลองเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิต สุขภาพ และรายได้ บ้านสองหลังที่อุณหภูมิใกล้เคียงกัน ผู้อยู่อาศัยอาจได้รับผลกระทบต่างกันมาก ชุมชนจึงกลายเป็น “ห้องปฏิบัติการมีชีวิต” (Living Lab) ที่สอนทีมวิจัยและนักศึกษาว่า การออกแบบที่ดีทางเทคนิคอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป หากไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คน
“ห้องวิจัยช่วยให้เราเข้าใจความร้อนผ่านข้อมูลและแบบจำลอง แต่การทำงานกับชุมชนทำให้เราเข้าใจว่าความร้อนส่งผลต่อชีวิตของผู้คนอย่างไร” รศ. ดร.มานัส กล่าว


ความร่วมมือที่พานวัตกรรมไปถึงมือประชาชน
โครงการอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะสำนักงานเขตภาษีเจริญ มีการประสานกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น เชื่อมผลการศึกษาสู่การบริหารจัดการเมือง ด้านภาคเอกชนมีการนำนวัตกรรมและวัสดุสู่การใช้งานจริง ส่วน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำหน้าที่เชื่อมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบ และความต้องการของประชาชน ตั้งแต่ประเมินความเสี่ยง ออกแบบร่วมกับชุมชน ไปจนถึงติดตามผลด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างโมเดลของการจัดการความร้อนภายในชุมชนอย่างยั่งยืน
รศ. ดร.มานัส เล่าว่า เป้าหมายระยะยาวคือการสร้าง “ต้นแบบชุมชนยืดหยุ่นรับภัยร้อน” (Community Heat Resilience Model) ที่ขยายผลสู่ชุมชนและเมืองอื่น โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบางที่มีทรัพยากรจำกัด สิ่งที่ต้องการขยายไม่ใช่เพียงหลังคาเย็นหรือร่มเงา แต่เป็นกระบวนการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ประเมินความเสี่ยง สร้างความรู้ ออกแบบร่วมกับชุมชน ไปจนถึงแผนรับมือภัยร้อนระดับชุมชน
ในระยะต่อไป ทีมวิจัยมุ่งพัฒนาเครื่องมือให้โรงเรียน ท้องถิ่น และชุมชนนำไปใช้ได้ ได้แก่ ชุดกิจกรรม Heat Education Toolkit แนวทางประเมินความเปราะบางต่อความร้อน และคู่มือมาตรการลดความร้อนที่เหมาะกับบริบทชุมชน พร้อมผลักดันให้ข้อมูลความเสี่ยงถูกใช้จัดลำดับการลงทุนปรับปรุงสภาพแวดล้อม พัฒนาพื้นที่หลบร้อน และดูแลกลุ่มเปราะบางในนโยบายเมือง


“ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงว่าเราทำให้พื้นที่ต้นแบบเย็นลงได้มากเพียงใด แต่ต้องวัดด้วยว่าเราสร้างความรู้ เครื่องมือ และความสามารถให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้ได้ด้วยตนเองมากเพียงใด เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเมืองที่ปลอดภัย เป็นธรรม และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความร้อน” รศ. ดร.มานัส กล่าว