Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
ถอดบทเรียน ‘วิกฤตน้ำท่วมอำเภอปัว’ เมื่อ ‘ฝนตกหนัก’ อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของภัยพิบัติ

ถอดบทเรียน ‘วิกฤตน้ำท่วมอำเภอปัว’ เมื่อ ‘ฝนตกหนัก’ อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของภัยพิบัติ

Academic Corner 25 ส.ค. 2569
หน้าหลัก ถอดบทเรียน ‘วิกฤตน้ำท่วมอำเภอปัว’ เมื่อ ‘ฝนตกหนัก’ อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของภัยพิบัติ

ถอดรหัสน้ำท่วมปัว จังหวัดน่าน จากฝนสู่โครงสร้างที่มองไม่เห็น โดยอาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     ชวนอ่านส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดการความเสี่ยงลุ่มน้ำ ที่เรียบเรียงจากอ้างอิงพื้นที่จริง ประกอบข้อมูลวิชาการและภูมิศาสตร์ลุ่มน้ำ โดย อาจารย์ ดร.มยุรี สุวรรณแก้ว อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     กลางเดือนสิงหาคม 2569 อำเภอปัว จังหวัดน่าน เผชิญน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงอีกครั้ง บ้านเรือนจมมิดชั้นล่าง ถนนและสะพานขาด เจ้าหน้าที่ต้องฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวเข้าช่วยผู้ติดค้าง คำอธิบายแรกที่มักถูกหยิบยกคือ “ฝนตกหนัก” แต่ฝนเป็นเพียงตัวกระตุ้น ไม่ใช่จำเลยของภัยพิบัติครั้งนี้ ความรุนแรงที่แท้จริงเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างสามชั้นที่ทับซ้อนกันมายาวนาน ได้แก่ ภูมิประเทศแอ่งกระทะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเปลี่ยนป่าต้นน้ำเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว และระบบเตือนภัย-บริหารจัดการน้ำที่ยังไม่ทันความเสี่ยง

ธรณีสัณฐานแอ่งกระทะและโครงสร้างที่ขวางทางน้ำ

     อำเภอปัวมีลักษณะเป็น “แอ่งกระทะ” (intermontane basin) ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เมื่อน้ำป่าก่อตัวบนที่สูงแล้วไหลลงสู่พื้นราบด้วยความเร็วและพลังงานสูง แต่พื้นที่ก้นกระทะระบายน้ำออกได้ช้ากว่าปริมาณที่ไหลเข้า จึงเกิดน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลันซ้ำซาก เส้นทางน้ำเริ่มจากดอยภูคาไหลลงลำน้ำขว้าง ซึ่งรับน้ำจากลำน้ำกูนและลำน้ำยาว ก่อนไปบรรจบแม่น้ำน่านที่อำเภอท่าวังผา แล้วไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

     การมองเฉพาะปริมาณฝนในพื้นที่ชุมชนจึงไม่เพียงพอ ต้องมอง “ทั้งลุ่มน้ำ” ตั้งแต่จุดกำเนิดน้ำจนถึงพื้นที่รับน้ำปลายทาง นอกจากนี้ สิ่งปลูกสร้าง การตัดถนน และการปรับพื้นที่ที่ขวางทางน้ำธรรมชาติ ทำให้ลำห้วยเดิมถูกตีกรอบหรือแทนที่ด้วยทางระบายน้ำขนาดเล็กที่รองรับน้ำป่าไม่ไหว มวลน้ำจึงไร้ทางออกและทะลักเข้าท่วมชุมชน ที่สำคัญ เส้นทางน้ำไม่ได้จบที่เขื่อนสิริกิติ์ แม่น้ำน่านยังไหลผ่านอุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ก่อนบรรจบแม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่นครสวรรค์ ข้อมูลกรมชลประทานระบุว่าแม่น้ำน่านมีสัดส่วนราวร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำที่ไหลสู่เจ้าพระยา และนำพาตะกอนลงสู่ระบบแม่น้ำถึงร้อยละ 57 การจัดการต้นน้ำน่านจึงเป็นโจทย์ระดับชาติ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัด

เมื่อป่าต้นน้ำเปลี่ยนไป การใช้ที่ดิน และวังวนเชิงเศรษฐกิจ-สังคม

     งานวิจัยของ Trisurat และคณะ (2019) ตีพิมพ์ในวารสาร Sustainability พบว่าพื้นที่ป่าของจังหวัดน่านลดลงจากร้อยละ 92 ในปี 2520 เหลือร้อยละ 61 ในปี 2559 ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขยายตัวเกือบ 5 เท่าในช่วงปี 2548–2559 ข้อมูลปี 2569 จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่านระบุว่า พื้นที่จังหวัดราว 7.17 ล้านไร่ ยังคงสภาพป่าราว 4.60 ล้านไร่ (61%) ขณะที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ประเมินว่ายังมี “เขาหัวโล้น” อีกราว 8 แสนไร่ และป่าที่สูญเสียไปกว่า 1.8 ล้านไร่จากพืชเชิงเดี่ยว เมื่อป่าลดลง ความสามารถของเรือนยอดไม้ รากไม้ และดินในการอุ้มน้ำและชะลอน้ำจึงลดลง น้ำผิวดินไหลบ่าเร็วขึ้นพร้อมพัดพาหน้าดินและตะกอนลงถมลำน้ำกูน ลำน้ำขว้าง และลำน้ำยาว จนตื้นเขิน ลดขีดความสามารถในการระบายน้ำของทั้งระบบ ซ้ำเติมด้วยจุดคอขวดจากถนนและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเส้นทางน้ำเดิม

     อย่างไรก็ตาม การอธิบายว่า “การทำเกษตรทำให้น้ำท่วม” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เป็นธรรมต่อคนในพื้นที่ เบื้องหลังการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือภาระหนี้สิน ทางเลือกอาชีพที่จำกัด เงินทุนไม่พอปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต และปัญหาสิทธิที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับเขตป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจึงควรมองเป็น “ปัจจัยเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการกล่าวโทษเกษตรกรฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณความเสี่ยง” ที่ซ้ำเติมปัญหาเดิมให้รุนแรงขึ้นเมื่อฝนตกหนักผิดปกติ และคำถามสำคัญไม่น้อยไปกว่าปริมาณฝนคือระบบเตือนภัย เพราะฝนบนภูเขามักตกและสะสมก่อนที่พื้นที่ราบจะรับรู้ หากไม่มีเครื่องมือวัดและระบบส่งต่อข้อมูลจากต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง ชุมชนด้านล่างอาจมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก

จากรับมือสู่ป้องกัน การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำและระบบเตือนภัย

     ระบบจัดการน้ำของปัวแบ่งเป็นสามส่วนที่ล้วนมีจุดอ่อน คือ การกักเก็บน้ำต้นน้ำที่ยังขาดโครงสร้างขนาดกลาง-ใหญ่ ระบบลำน้ำที่ตื้นเขินจากตะกอน และผังทางน้ำในเขตเมืองที่ถูกสิ่งก่อสร้างขวางทาง แนวทางแก้ไขจึงต้องขยับจาก “การบรรเทาหลังเกิดเหตุ” ไปสู่ “การลงทุนป้องกันเชิงลุ่มน้ำ” ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่

     1. สร้างฝายชะลอน้ำแบบขั้นบันได (check dam) และพื้นที่แก้มลิงบริเวณต้นน้ำและก่อนเข้าสู่ตัวชุมชน เพื่อ “ตัดยอดคลื่นน้ำป่า”
     2. จัดทำผังเมืองเชิงนิเวศ เว้นทางให้น้ำไหล และบังคับใช้แนวถอยร่น (setback) จากลำน้ำอย่างจริงจัง
     3. ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วมโดยชุมชน (Community-Based Flood Early Warning System) เชื่อมข้อมูลจากต้นน้ำถึงชุมชนแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยี AIoT ต้นทุนต่ำ
     4. ฟื้นฟูป่าต้นน้ำควบคู่กับส่งเสริมเกษตรยั่งยืน/วนเกษตร พร้อมแก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน
     5. ตั้งกองทุนร่วมรัฐ-ชุมชน กระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ และต่อยอดโมเดลที่มีอยู่จริง เช่น น้ำพางโมเดล น่านโมเดล
     ข้อมูลจากมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าต้นน้ำต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีจึงเห็นผลชัดเจน มาตรการระยะสั้น เช่น ระบบเตือนภัยและการจัดการทางน้ำ จึงต้องเดินคู่ขนานไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศระยะยาว เพื่อไม่ให้ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงตามลำพัง

         ท้ายที่สุด บทเรียนจากปัวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอำเภอเดียวหรือจังหวัดเดียว เพราะแม่น้ำน่านคือเส้นเลือดใหญ่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา สิ่งที่เกิดขึ้นบนต้นน้ำวันนี้ย่อมส่งผลถึงพื้นที่ปลายน้ำอีกหลายจังหวัดในวันข้างหน้า คำถามที่ควรถูกตั้งขึ้นจึงไม่ใช่เพียง “ทำไมน้ำถึงท่วม” แต่คือ “เราจะจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างไร เพื่อไม่ให้ฝนหนักครั้งต่อไปกลายเป็นภัยพิบัติซ้ำรอยเดิม”


    แชร์บทความนี้
    Copy