ถอดบทเรียน ‘วิกฤตน้ำท่วมอำเภอปัว’ เมื่อ ‘ฝนตกหนัก’ อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของภัยพิบัติ
ถอดรหัสน้ำท่วมปัว จังหวัดน่าน จากฝนสู่โครงสร้างที่มองไม่เห็น โดยอาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชวนอ่านส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดการความเสี่ยงลุ่มน้ำ ที่เรียบเรียงจากอ้างอิงพื้นที่จริง ประกอบข้อมูลวิชาการและภูมิศาสตร์ลุ่มน้ำ โดย อาจารย์ ดร.มยุรี สุวรรณแก้ว อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลางเดือนสิงหาคม 2569 อำเภอปัว จังหวัดน่าน เผชิญน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงอีกครั้ง บ้านเรือนจมมิดชั้นล่าง ถนนและสะพานขาด เจ้าหน้าที่ต้องฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวเข้าช่วยผู้ติดค้าง คำอธิบายแรกที่มักถูกหยิบยกคือ “ฝนตกหนัก” แต่ฝนเป็นเพียงตัวกระตุ้น ไม่ใช่จำเลยของภัยพิบัติครั้งนี้ ความรุนแรงที่แท้จริงเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างสามชั้นที่ทับซ้อนกันมายาวนาน ได้แก่ ภูมิประเทศแอ่งกระทะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเปลี่ยนป่าต้นน้ำเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว และระบบเตือนภัย-บริหารจัดการน้ำที่ยังไม่ทันความเสี่ยง

ธรณีสัณฐานแอ่งกระทะและโครงสร้างที่ขวางทางน้ำ
อำเภอปัวมีลักษณะเป็น “แอ่งกระทะ” (intermontane basin) ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เมื่อน้ำป่าก่อตัวบนที่สูงแล้วไหลลงสู่พื้นราบด้วยความเร็วและพลังงานสูง แต่พื้นที่ก้นกระทะระบายน้ำออกได้ช้ากว่าปริมาณที่ไหลเข้า จึงเกิดน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลันซ้ำซาก เส้นทางน้ำเริ่มจากดอยภูคาไหลลงลำน้ำขว้าง ซึ่งรับน้ำจากลำน้ำกูนและลำน้ำยาว ก่อนไปบรรจบแม่น้ำน่านที่อำเภอท่าวังผา แล้วไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
การมองเฉพาะปริมาณฝนในพื้นที่ชุมชนจึงไม่เพียงพอ ต้องมอง “ทั้งลุ่มน้ำ” ตั้งแต่จุดกำเนิดน้ำจนถึงพื้นที่รับน้ำปลายทาง นอกจากนี้ สิ่งปลูกสร้าง การตัดถนน และการปรับพื้นที่ที่ขวางทางน้ำธรรมชาติ ทำให้ลำห้วยเดิมถูกตีกรอบหรือแทนที่ด้วยทางระบายน้ำขนาดเล็กที่รองรับน้ำป่าไม่ไหว มวลน้ำจึงไร้ทางออกและทะลักเข้าท่วมชุมชน ที่สำคัญ เส้นทางน้ำไม่ได้จบที่เขื่อนสิริกิติ์ แม่น้ำน่านยังไหลผ่านอุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ก่อนบรรจบแม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่นครสวรรค์ ข้อมูลกรมชลประทานระบุว่าแม่น้ำน่านมีสัดส่วนราวร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำที่ไหลสู่เจ้าพระยา และนำพาตะกอนลงสู่ระบบแม่น้ำถึงร้อยละ 57 การจัดการต้นน้ำน่านจึงเป็นโจทย์ระดับชาติ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัด

เมื่อป่าต้นน้ำเปลี่ยนไป การใช้ที่ดิน และวังวนเชิงเศรษฐกิจ-สังคม
งานวิจัยของ Trisurat และคณะ (2019) ตีพิมพ์ในวารสาร Sustainability พบว่าพื้นที่ป่าของจังหวัดน่านลดลงจากร้อยละ 92 ในปี 2520 เหลือร้อยละ 61 ในปี 2559 ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขยายตัวเกือบ 5 เท่าในช่วงปี 2548–2559 ข้อมูลปี 2569 จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่านระบุว่า พื้นที่จังหวัดราว 7.17 ล้านไร่ ยังคงสภาพป่าราว 4.60 ล้านไร่ (61%) ขณะที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ประเมินว่ายังมี “เขาหัวโล้น” อีกราว 8 แสนไร่ และป่าที่สูญเสียไปกว่า 1.8 ล้านไร่จากพืชเชิงเดี่ยว เมื่อป่าลดลง ความสามารถของเรือนยอดไม้ รากไม้ และดินในการอุ้มน้ำและชะลอน้ำจึงลดลง น้ำผิวดินไหลบ่าเร็วขึ้นพร้อมพัดพาหน้าดินและตะกอนลงถมลำน้ำกูน ลำน้ำขว้าง และลำน้ำยาว จนตื้นเขิน ลดขีดความสามารถในการระบายน้ำของทั้งระบบ ซ้ำเติมด้วยจุดคอขวดจากถนนและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเส้นทางน้ำเดิม
อย่างไรก็ตาม การอธิบายว่า “การทำเกษตรทำให้น้ำท่วม” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เป็นธรรมต่อคนในพื้นที่ เบื้องหลังการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือภาระหนี้สิน ทางเลือกอาชีพที่จำกัด เงินทุนไม่พอปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต และปัญหาสิทธิที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับเขตป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจึงควรมองเป็น “ปัจจัยเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการกล่าวโทษเกษตรกรฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณความเสี่ยง” ที่ซ้ำเติมปัญหาเดิมให้รุนแรงขึ้นเมื่อฝนตกหนักผิดปกติ และคำถามสำคัญไม่น้อยไปกว่าปริมาณฝนคือระบบเตือนภัย เพราะฝนบนภูเขามักตกและสะสมก่อนที่พื้นที่ราบจะรับรู้ หากไม่มีเครื่องมือวัดและระบบส่งต่อข้อมูลจากต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง ชุมชนด้านล่างอาจมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก

จากรับมือสู่ป้องกัน การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำและระบบเตือนภัย
ระบบจัดการน้ำของปัวแบ่งเป็นสามส่วนที่ล้วนมีจุดอ่อน คือ การกักเก็บน้ำต้นน้ำที่ยังขาดโครงสร้างขนาดกลาง-ใหญ่ ระบบลำน้ำที่ตื้นเขินจากตะกอน และผังทางน้ำในเขตเมืองที่ถูกสิ่งก่อสร้างขวางทาง แนวทางแก้ไขจึงต้องขยับจาก “การบรรเทาหลังเกิดเหตุ” ไปสู่ “การลงทุนป้องกันเชิงลุ่มน้ำ” ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่
1. สร้างฝายชะลอน้ำแบบขั้นบันได (check dam) และพื้นที่แก้มลิงบริเวณต้นน้ำและก่อนเข้าสู่ตัวชุมชน เพื่อ “ตัดยอดคลื่นน้ำป่า”
2. จัดทำผังเมืองเชิงนิเวศ เว้นทางให้น้ำไหล และบังคับใช้แนวถอยร่น (setback) จากลำน้ำอย่างจริงจัง
3. ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วมโดยชุมชน (Community-Based Flood Early Warning System) เชื่อมข้อมูลจากต้นน้ำถึงชุมชนแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยี AIoT ต้นทุนต่ำ
4. ฟื้นฟูป่าต้นน้ำควบคู่กับส่งเสริมเกษตรยั่งยืน/วนเกษตร พร้อมแก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน
5. ตั้งกองทุนร่วมรัฐ-ชุมชน กระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ และต่อยอดโมเดลที่มีอยู่จริง เช่น น้ำพางโมเดล น่านโมเดล
ข้อมูลจากมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าต้นน้ำต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีจึงเห็นผลชัดเจน มาตรการระยะสั้น เช่น ระบบเตือนภัยและการจัดการทางน้ำ จึงต้องเดินคู่ขนานไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศระยะยาว เพื่อไม่ให้ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงตามลำพัง

ท้ายที่สุด บทเรียนจากปัวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอำเภอเดียวหรือจังหวัดเดียว เพราะแม่น้ำน่านคือเส้นเลือดใหญ่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา สิ่งที่เกิดขึ้นบนต้นน้ำวันนี้ย่อมส่งผลถึงพื้นที่ปลายน้ำอีกหลายจังหวัดในวันข้างหน้า คำถามที่ควรถูกตั้งขึ้นจึงไม่ใช่เพียง “ทำไมน้ำถึงท่วม” แต่คือ “เราจะจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างไร เพื่อไม่ให้ฝนหนักครั้งต่อไปกลายเป็นภัยพิบัติซ้ำรอยเดิม”