Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
เปิดช่อง อปท. ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเรื่องดี แต่ ‘ท้องถิ่น’ มีข้อจำกัด โจทย์ท้าทายกว่าคือ ‘กำลังคนเชี่ยวชาญ’ ไม่พอ

เปิดช่อง อปท. ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเรื่องดี แต่ ‘ท้องถิ่น’ มีข้อจำกัด โจทย์ท้าทายกว่าคือ ‘กำลังคนเชี่ยวชาญ’ ไม่พอ

Social Asks TU ACTS 31 ส.ค. 2569
หน้าหลัก เปิดช่อง อปท. ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเรื่องดี แต่ ‘ท้องถิ่น’ มีข้อจำกัด โจทย์ท้าทายกว่าคือ ‘กำลังคนเชี่ยวชาญ’ ไม่พอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ มองประกาศฉบับใหม่ เปิดช่องท้องถิ่น ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ดี ช่วยคลายกังวล อปท. ได้ ระบุโจทย์ใหญ่ของระบบการดูแลผู้สูงวัยไทยคือกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุไม่พอ

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ มองประกาศฉบับใหม่ เปิดช่อง “ท้องถิ่น” ตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” เป็นสิ่งที่ดี ช่วยคลายกังวล อปท. ได้ แต่ด้วยข้อจำกัด “งบประมาณ-มาตรฐานโรงเรียน” จึงเป็นทั้งการปลดล็อก – ความท้าทายใหม่ ระบุโจทย์ใหญ่ของระบบการดูแลผู้สูงวัยไทยคือกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุไม่พอ แนะรัฐจ่ายค่าตอบแทนดึงคนให้อยู่ในระบบ

     ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การออกประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ที่เพิ่งเผยแพร่ผ่านราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อไม่นานมานี้ ถือเรื่องที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุได้โดยไม่ต้องกังวล หากแต่ อปท. จำนวนมาก โดยเฉพาะระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็ยังมีปัญหาเรื่องกำลังคนไม่เพียงพอสำหรับให้บริการหรือจัดบริการภายใต้โรงเรียนผู้สูงอายุอยู่

     นอกจากนี้ การจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่กิจกรรมครั้งคราว ตลอดจนต้องมีความพร้อมเรื่องอาคารสถานที่สำหรับจัดกิจกรรม ฉะนั้นแม้ว่าจะมีการปลดล็อกให้ อปท. สามารถจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุได้ แต่ด้วยงบประมาณที่ยังมีอยู่เท่าเดิมจึงทำให้ท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวล ประกอบกับการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งอาจต้องคำนึงถึงความมีมาตรฐาน สามารถประเมิน วัดผลและตรวจสอบได้ นั่นยิ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ต้องนำมาพิจารณา

     อย่างไรก็ตาม การออกประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ช่วยแก้ไขปัญหาการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุได้อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การเปิดโอกาส อปท. มาดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ใช่ภารกิจของ อปท. เพราะที่ผ่านมา อปท. ตีความเรื่องบทบาทการจัดโรงเรียนผู้สูงอายุที่แตกต่างกันออกไป หลาย อปท. มองว่าโรงเรียนผู้สูงอายุไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของ อปท. หากดำเนินการกังวลว่าจะถูกตรวจสอบและเรียกเงินคืน ขณะที่อีกหลาย อปท. ก็มองว่าการจัดโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเรื่องจำเป็น

     2. ทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิตาม มาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการส่งเสริม การสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน ได้มากขึ้น ซึ่งเดิมหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้มีความตระหนัก หรือมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมส่วนนี้อย่างเท่าเทียมกัน และ 3. เป็นหนึ่งในแนวทางในการรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์ของประเทศไทย

         อย่างไรก็ตาม ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดทำให้จำเป็นต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่า อปท. แต่ละแห่งจะเน้นหนักกี่เรื่อง เรื่องใดบ้าง เพื่อให้ครอบคลุมปัญหาและความจำเป็นของผู้สูงอายุในพื้นที่ได้มากที่สุด อย่างในปัจจุบันจะเห็นว่าท้องถิ่นมักจะมีบริการผู้สูงอายุเด่น ๆ เพียงเรื่องเดียว เช่น บางแห่งทำโรงเรียนผู้สูงอายุ บางแห่งทำศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต บางแห่งทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน (Day Care) เมื่อดำเนินการเพียงเรื่องเดียวบริการก็จะไม่หลากหลาย ไม่ตอบสนองต่อความต้องการอันซับซ้อน ฉะนั้น อปท. จึงต้องชัดเจนในปัญหาของตัวเอง และตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่ให้ได้ว่าอะไรเป็นบริการสำคัญที่จะต้องจัดให้เกิดขึ้น

         “จริง ๆ ประกาศฉบับใหม่เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเพียงการวางกรอบในการดำเนินการ แต่ไม่ได้หมายความว่า อปท. ทุกแห่งจะต้องจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ และที่จริงแล้ว การจะทำเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่มีความเข้มแข็ง เช่น มีความพร้อมในการร่วมจ่ายค่าบริการ สามารถเดินทางเองโดยไม่ต้องพึ่งรถ-รับส่ง หรือออกแบบกิจกรรมเองได้ ฯลฯ ซึ่งในรูปแบบของต่างประเทศหลายประเทศใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าว

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โจทย์ท้าทายใหญ่ที่ระบบบริการทางสังคมสำหรับดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยกำลังเผชิญ คือการขาดแคลนกำลังคนในวิชาชีพต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งพยาบาล นักจัดการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มหรือขยายบริการต่าง ๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2571 เช่น การจัดตั้งบ้านพักดูแลผู้สูงอายุที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

         อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐจะพยายามแก้ปัญหา หนึ่งในนั้นคือการลงทุนฝึกทักษะอาสาสมัครและจิตอาสาแล้วผลักดันให้กลายมาเป็นอาชีพด้านการดูแลผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปคือการรักษาหรือดึงให้คนเหล่านี้อยู่ในระบบต่อไปด้วยการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม มิเช่นนั้นจะเป็นการเสียงบประมาณพัฒนาคนโดยใช่เหตุ เพราะคนที่ได้รับการพัฒนาก็จะออกจากระบบการทำงานไป

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการป้องกันก่อนกลายเป็นภาวะพึ่งพิง เช่น ผู้สูงอายุที่มีภาวะหูหนวก ผู้สูงอายุที่มีภาวะโดดเดี่ยว และซึมเศร้า ฯลฯ ถือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มักซ่อนเร้นปัญหาเอาไว้ การจัดบริการทางสังคมค่อนข้างยากลำบาก ส่งผลให้ปัจจุบันมีบริการทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้น้อย ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลจะส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา อาทิ การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือการไม่ดูแลอาการเจ็บป่วยของตัวเอง ดังนั้น จึงควรมีการพิจารณาสนับสนุนให้เกิดกลไกเสริมต่าง ๆ เช่น ศูนย์ให้คำปรึกษาจัดการปัญหาทางจิตใจ ฯลฯ สำหรับคนกลุ่มนี้ด้วย


    แชร์บทความนี้
    Copy