‘ธรรมศาสตร์-สถาบันปรีดี’ เปิดวงถก ‘ปฏิรูปองค์กรอิสระ’ พร้อมชงข้อเสนอเพื่อ ‘ประชาธิปไตยสมบูรณ์’
ธรรมศาสตร์ จับมือ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เปิดวงเสวนา “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ สู่ต้นธารปฏิรูปองค์กรอิสระ” ชงข้อเสนอยกเครื่ององค์กรอิสระ แนะยกเลิกหรือรื้อใหญ่กระบวนการสรรหา-ที่มา

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน PRIDI Talks #35 : เสวนาวิชาการ 126 ปีชาตกาล ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวข้อ “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ” ภายใต้กิจกรรม “วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2569” ณ มธ. ท่าพระจันทร์ เพื่อถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปองค์กรอิสระ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านที่มา กระบวนการสรรหา และการสร้างระบบความรับผิดชอบที่ยึดโยงกับประชาชนและมาตรฐานสากล

รศ. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ทางออกในการปฏิรูปองค์กรอิสระภายใต้บริบทปัจจุบัน อย่างแรกคือในเชิงหลักการ จำเป็นต้องทำให้องค์กรอิสระต่าง ๆ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้กฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อประชาชน รวมถึงที่มาและการถอดถอนองค์กรอิสระเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมายต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่นการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของประเทศเยอรมนี ที่ 8 คนมาจากการเลือกของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และอีก 8 คนมาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในเรื่องที่มาของ สว. ก็จำเป็นต้องแก้ไข หากต้องการให้มี สว. ก็ต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง สว. โดยตรง แต่ถ้าไม่อยากให้มีการเลือกตั้งก็ให้ยกเลิก สว. เลย หรือจำกัดอำนาจให้น้อยลง
รศ. ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า ส่วนในเชิงการปฏิบัติ หากทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีการร้องขอให้รัฐสภานำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในวาระ 2 มาพิจารณาต่อ ก็ควรจะต้องมีกรอบเวลาให้ชัดว่าจะเริ่มกระบวนการใหม่ได้เมื่อใด หรืออีกทางคือพรรคการเมืองหรือประชาชนต้องรวมเสียงเพื่อเสนอ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อหรือไม่ อีกส่วนคือควรมีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ต่าง ๆ อย่างน้อย 3 ฉบับควบคู่กันไปด้วย คือ 1. พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2. พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3. พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความพร้อมไว้เลยหากในอนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ

ศ. พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และศาสตราจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากจะพูดถึงการปฏิรูปองค์กรอิสระโดยไม่พูดถึง สว. คงเป็นไปไม่ได้ แต่การจะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงเพื่อนำไปสู่การมีตัวแทนเข้าไปแต่งตั้งองค์กรอิสระคงจะพ้นวิสัยที่เป็นไปได้ในความจริง ซึ่งกระบวนการที่มาของ สว. ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข อาจจะเดินหน้าออกแบบกระบวนการดังกล่าวกันใหม่ โดยจำเป็นต้องพูดคุยและตกผลึกให้ได้ใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. ที่มา และจำนวนของ สว. 2. การออกแบบการได้มาซึ่ง สว. ที่ยึดโยงกับประชาชนขึ้น และถูกตรวจสอบได้ และ 3. รูปแบบของกระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่าง สว. กับการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เช่น การเสนอชื่อองค์กรอิสระเข้าไปควรมีจำนวนเป็น 2 เท่าจากเดิมหรือไม่ เพื่อให้มีตัวเลือกแทนการเสนอเพียงคนเดียว หรือการวินิจฉัยว่าจะเอาหรือไม่เอาใครต้องประกอบไปด้วยเหตุผลอะไร ฯลฯ
ขณะที่องค์กรอิสระเอง อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องมีการพิจารณาทบทวนบทบาท และขอบเขตอำนาจให้มีความเหมาะสมและชอบธรรม โดยเฉพาะประเด็นในทางการเมือง รวมถึงการทำให้กระบวนการต่าง ๆ ขององค์กรอิสระเหล่านี้มีความโปร่งใสมากขึ้น ตลอดจนกระบวนการที่มาบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเหล่านี้ต้องออกแบบโดยไม่ให้เป็นการแต่งตั้งเพียงแต่ข้าราชการเกษียณเพียงอย่างเดียวเหมือนในปัจจุบัน แต่เปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมเข้ามาได้ด้วย

รศ. ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปองค์กรอิสระ เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ขอนำข้อคิดเห็นของ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ เมื่อ 53 ปีก่อน มาอ้างอิงเป็นข้อเสนอดังนี้ 1. ไม่ควรมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้มีเพียงตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนเป็นองค์ประกอบ เพื่อทำหน้าที่ในการตีความรัฐธรรมนูญ
“ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นอำนาจที่สี่ที่อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นมาเพราะรังเกียจนักการเมือง และคิดว่านักการเมืองคือปัญหาของสังคม และก็สั่งยุบพรรคอะไรต่างๆ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้เพื่อการนี้ แต่มีไว้เพื่อตีความรัฐธรรมนูญ และใครทำตามรัฐธรรมนูญก็ให้ทำต่อ ส่วนใครไม่ทำตามก็ต้องให้ยุติการกระทำ ส่วนจะไปฟ้องศาลไหนก็ฟ้อง และลงโทษตามนั้น เพราะหลักศาลรัฐธรรมนูญคือให้ราษฎรพึ่งรัฐธรรมนูญได้ โดยมีตุลาการเป็นผู้ตัดสิน” รศ. ดร.โคทม กล่าวเสริม
2. ไม่ควรให้อำนาจ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเพียงให้เรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรมีการแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาช่วยจัดการเลือกตั้งด้วยอีกส่วน นอกจากนี้ ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อรวบรวมหลักฐานในการป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง พร้อมกับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3. ป.ป.ช. ควรมีการนำเอาองค์กรอัยการมามีอำนาจร่วมในการดำเนินการต่าง ๆ ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ หากสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จะต้องมีการตัดหมวดศาลรัฐธรรมนูญ หมวดองค์กรอิสระ หมวดปฏิรูปประเทศออกไป และนำหมวดองค์กรอัยการไปไว้กับหมวดศาล คล้ายกับตอนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 รวมถึงต้องมีการทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และเอาประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมออก ซึ่งทำให้เกิดการตีความได้กว้างขวางเกินไปจนอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือจุดสำคัญที่จะปลดล็อกการปฏิรูปองค์กรอิสระ แต่ถ้ามองจากกลไกทางรัฐสภาเป็นไปได้ยากมาก เพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้ไขกุมเสียงข้างมากไว้ทั้ง สส. และ สว. ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยได้คือ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องต้องอ่านสัญญาณของชนชั้นนำให้ออก และหาทางแสดงออกถึงความต้องการในการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน เช่น การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือแม้แต่การแก้ไข พ.ร.ป. ต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อเป็นอีกแรงผลักให้เกิดขึ้น และไม่ให้ทุกอย่างจบลงที่ผลประชามติที่รัฐบาลไม่ได้มีหยิบมาเดินหน้าต่อ อย่างในประเด็นการทำให้คนผิวดำมีสิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริงในสหรัฐอเมริกาก็เกิดจากแนวทางลักษณะนี้
ศ. ดร.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายทั้งในเรื่องประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่หลายคนอยากเห็น และสิ่งที่ ศ. ดร.ปรีดี เคยพูดไว้จะเกิดขึ้นได้คือ 1. การทำให้องค์กรอิสระไม่อยู่ภายใต้การกำกับฝ่ายไหน แต่มีความรับผิดรับชอบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่มีประชาชนตรวจสอบ โดยผ่านกลไกอย่างการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ แต่อาจแก้ไขเพิ่มเติมโดยให้ยื่นผ่านรัฐสภาที่มีความยึดโยงกับประชาชนแทนการยื่นผ่านวุฒิสภาตามที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 หรือเพิ่มกลไกตรวจสอบอื่น ๆ เช่น ในบางประเทศจะมีกลไกเลือกตั้งเพื่อถอดถอน และ 2. การจำกัดอำนาจและบทบาทขององค์กรอิสระ โดยให้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์กรส่งเสริมฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเมื่อองค์กรอิสระมีอำนาจลดลงจนไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ก็คงไม่มีกลุ่มการเมืองในอยากแทรกแซง

ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การออกแบบองค์กรในลักษณะแต่งตั้งต่าง ๆ (องค์กรอิสระ) เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ จำเป็นต้องยึดหลัก 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ออกแบบโครงสร้างสร้างแรงจูงใจของว่าที่แคนดิเดตขององค์กรแต่งตั้งต่าง ๆ ให้เกื้อหนุนประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของชีวิตวัยเกษียณของข้าราชการที่ไม่เกื้อหนุนประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ 2. ออกแบบโดยสร้างกลไกความรับผิดรับชอบให้ยึดโยงกับสถานการณ์จริงของประชาชน และ 3. ออกแบบให้องค์กรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไม่ใช่กลไกขัดขวางสังคม
ทั้งนี้ ถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ที่มีสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นองค์กรตาม พ.ร.บ. ในการทำหน้าที่กำกับควบคุม โดยในประชุมสภาฯ สมัยที่ผ่านมา มีการผลักดันแก้ไขบางส่วนเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางการแข่งขันมากขึ้น แต่ก็มาพบจุดสำคัญคือ จะต้องออกแบบ และเลือกคณะกรรมการขององค์กรต่าง ๆ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และยึดโยงกับประชาชนด้วย แทนที่จะเป็นคนที่มีอิทธิพลในวงการนั้น ๆ กลุ่มเดิม ๆ ซึ่งตอนนั้นข้อสรุปที่ได้คือจะต้องเริ่มตั้งแต่กรรมการสรรหาที่อย่างน้อย ครม. จะต้องเป็นผู้เสนอกรรมการสรรหา หรืออีกทางให้ตัวแทนจากรัฐสภาทั้งจากฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ เพราะไม่เช่นนั้นกรรมการสรรหาก็จะเป็นข้าราชการเก่าหมด ซึ่งไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน
“พื้นที่หนึ่งที่สามารถทดลองออกแบบที่มาของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้งต่าง ๆ ในระดับประเทศก็คือ คณะกรรมการของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมต่าง ๆ ของไทย ที่มีปัญหาแทบทุกหน่วยงาน และมีผลกับปากท้องประชาชนด้วย ซึ่งถ้าเริ่มต้นได้จะเป็นการฉันทามติที่สำคัญของการกำหนดที่มาที่ไปของทั้งองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมต่าง ๆ รวมถึงองค์กรอิสระของไทยได้” ดร.วีระยุทธ กล่าว

คุณจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะเดินหน้าปฏิรูปองค์กรอิสระได้จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ควรผลักดันให้แก้ไขทั้งฉบับ โดยอาศัยผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่มีการเห็นชอบถึง 65% ให้เกิดประโยชน์ในการเป็นแรงส่งให้เกิดการแก้ไข และหลีกเลี่ยงการไปริเริ่มตั้งต้นเข้าสู่กระบวนการแก้ไขบางมาตรา เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า และยากต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ กระนั้น ถ้ามีพรรคการเมืองเสนอแก้ไขเป็นรายมาตราก็ควรจะมีการร่วมผลักดันให้ออกมาได้ด้วยดี
“ถ้าอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติกันจริง ๆ จะต้องไม่ไปเน้นที่บางเรื่อง เพราะยังไงก็ต้องไปลงประชามติ ซึ่งจะยิ่งทำให้ยากขึ้น และถ้าฝั่งไม่อยากแก้มี สส. 200 และ สว. 170 เสียง เกินครึ่งของรัฐสภาแล้ว ถ้า สว. พร้อมใจกันไม่เอาด้วยก็ไปไม่ได้แล้ว โดยอาจจะอ้างว่าแก้เป็นบางมาตราไม่มีประชามติมาก่อน ไม่รู้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ยกมือให้ แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับอ้างไม่ได้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะผลประชามติออกมาแล้ว” คุณจาตุรนต์ ระบุ


อนึ่ง กิจกรรม วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2569 เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. โดยมีการทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ ลานปรีดี พนมยงค์ พิธีวางพานพุ่มอนุสาวรีย์ พิธีมอบโล่รางวัล “ปรีดี พนมยงค์” ประจําปี 2569 แก่นักศึกษาดีเด่น พิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา “ทุนลูกหลานปาล พนมยงค์ เพื่อการศึกษานาชาติ” ประจําปี 2569 พิธีมอบทุนรุธิร์ พนมยงค์ เพื่อชุมนุมกิจกรรมกีฬาและสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2568 ณ บริเวณอนุสาวรีย์ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ หน้าตึกโดม มธ. ถัดจากนั้นเวลา 13.00 น. จะเป็นการนำเสนอบทความรางวัล “ทุนปาล พนมยงค์” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประจำปี 2569 ก่อนเข้าเข้าสู่ช่วงเสวนา