Skip to content

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่องทางติดตาม
Sorry, this page is not available in English yet. You are viewing the Thai version.
‘ประชามติ’ สำคัญอย่างไร

‘ประชามติ’ สำคัญอย่างไร

หน้าหลัก ‘ประชามติ’ สำคัญอย่างไร

ทำไมต้องลงประชามติพร้อมเลือกตั้ง ทำความเข้าใจเรื่องประชามติกับอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     เลือกตั้ง 69 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มาพร้อมกับการลงประชามติ ในการแสดงเจตจำนงว่า ประชาชนเห็นชอบที่จำมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

     ‘ประชามติ’ คืออะไร สำคัญอย่างไร แล้วทำไมครั้งนี้ถึงต้องลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ไขข้อสงสัยกับ อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาขยายมุมมองถึงความสำคัญของการลงประชามติในครั้งนี้

     ถ้าให้กล่าวอย่างเข้าใจง่าย อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ อธิบายว่า ประชามติ คือกระบวนการที่ให้อำนาจประชาชนตัดสินใจเรื่อง ๆ หนึ่ง ด้วยตัวของเราเอง ซึ่งการทำประชามติจะแสดงให้เห็นว่าเรื่องนั้น ประชาชนมีความเห็นอย่างไร อยากให้วาระดังกล่าวเป็นไปในทิศทางไหน ให้ดำเนินการต่อหรือยังคงอยู่ในวาระทางสังคมและการเมืองหรือไม่ ซึ่งในครั้งนี้คือการตัดสินใจว่าเราจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั่นเอง

ทำไมถึงต้องทำ ‘ประชามติ’ พร้อมกับการเลือกตั้ง

     ที่มาของการทำประชาติพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ เล่าว่า มาจากการเมืองของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 เป็นต้นมา ได้มีความพยายามที่จะแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา 256 แก้ไขหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ซึ่งมีข้อถกเถียงที่สำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา

     ในปี พ.ศ. 2564 ได้มีการรวมเสียงกันไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยในขณะนั้นบอกว่าต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องมีการให้จัดทำประชามติอีกหนึ่งครั้ง เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบ

     อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ ไล่ลำดับเหตุการณ์ให้เห็นภาพว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ระหว่างทางมีการยุบสภา มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องประชามติที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ต้องทำประชามติกี่ครั้ง เป็นการเมืองของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

     จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2568 มีการยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่าเกิดองค์ประชุมล่ม แล้วในเดือนมีนาคมก็มีการรวมเสียงกันเข้าชื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติกี่ครั้ง

     ซึ่งในตอนนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเดือนกันยายน ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

     ครั้งที่ 1 คือ ให้มีการออกเสียงประชามติ ว่าเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

     ครั้งที่ 2 คือ เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญตามกรอบเนื้อหา ของร่างแก้ไข หมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือไม่

     และครั้งที่ 3 เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วย

      ทั้งนี้มีสร้อยท้ายว่า ประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวบทำเป็นครั้งเดียวกันก็ได้

     อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ เล่าว่า ถ้าย้อนกลับไปตอนสมัยรัฐบาลคุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ รัฐบาลคุณอนุทินขึ้นต่อ มี MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนในเรื่องของการผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จังหวะเวลาตอนนั้นเป็นจังหวะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยมา มีการเสนอร่างแก้ไขเข้ารัฐสภา ผ่านวาระที่ 1 แล้ว นำไปสู่วาระที่ 2 คือการแปรญัตติ

     ประเด็นที่สำคัญคือมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ระหว่างสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  โดยทางสมาชิกวุฒิสภา ต้องการให้รักษาอำนาจในการให้ความเห็นชอบ หลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกวุฒิสภาต้องเห็นชอบ 1 ใน 3 เอาไว้ แต่ร่างแก้ไขของทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องการตัดอำนาจนี้ทิ้ง จนเป็นที่มาของความเห็นที่ไม่ลงรอย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคือการยุบสภาของคุณอนุทิน ในวันที่ 12 ธันวาคม 68

     “เป็นเหตุผลว่าตอนแรกที่มีการเสนอร่างแก้ไข เขาตั้งใจจะทำประชามติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 พร้อมกันที่มี 2 คำถาม คำถามแรกคือ เห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่? กับ เห็นชอบไหมที่จะให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามตัวแบบของร่างแก้ไข ปรากฏว่าพอมีการยุบสภา คำถามที่ 2 ไม่เกิดขึ้น ร่างนั้นเป็นอันตกไป”

     หลังจากนั้นก็มีการผลักดัน ก่อนที่สภาจะยุบ ให้มีการเสนอคำถามประชามติไปยังคณะรัฐมนตรี และมีการเห็นชอบในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นที่มาว่าทำถึงให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 2569

ความสำคัญของการลงประชามติ

     อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ มองว่า การลงประชามติในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ใกล้เคียงมากที่สุดในการที่จะผลักดัน เรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากนับย้อนไป 6-7 ปีที่ผ่านมา ความต้องการในการผลักดันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมักจะถูกตีตกในรัฐสภาเป็นส่วนใหญ่

     “ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ยังคงเป็นวาระทางสังคมและการเมือง ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในวาระทางสังคมตามเจตจำนงของประชาชนต่อไป ถ้าพูดให้เห็นภาพ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 คือมรดกที่ยังหลงเหลือจากการรัฐประหารในปี พ.ศ.2557 ฉะนั้นครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ว่าต้องการแสดงเจตจำนงเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งผมต้องขีดเส้นใต้ว่ามันอาจจะยังไม่สำเร็จในเร็ววัน แต่อย่างน้อยที่สุดประเด็นนี้จะยังคงเป็นวาระที่จะยังคงอยู่ในสังคมไทยต่อไป”

     มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญชวนทุกคนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรกในการกำหนดกติการ่วมกัน ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้


แชร์บทความนี้
Copy